



















|
ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอยู่ใกล้กับพระราชวังบางปะอิน ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร มีอาณาบริเวณทั้งสิ้นประมาณ 900 ไร่เศษ บริเวณที่ตั้งศูนย์ฯ นี้ เดิมเป็นที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่เป็นเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำมาหากิน ต่อมารัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนี้แด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบเพื่อสนองพระราชดำริที่จะทรงจัดสรรที่ดินสักแปลงหนึ่งใกล้ ๆ กรุงเทพมหานคร สำหรับราษฎรที่เป็นเกษตรกรผู้ยากจนจากจังหวัดต่าง ๆ ได้ฝึกอบรมในงานศิลปาชีพหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อเป็นอาชีพเสริม(ภาพประกอบ 3.1)
วันที่ 3 มิถุนายน 2523 รัฐบาลได้มีมติให้หน่วยราชการต่าง ๆ สนับสนุนโครงการของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจัดตั้งขึ้นและเปิดการฝึกอบรมสมาชิกรุ่นแรก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียรองคมนตรี และรองประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบและดำเนินงานของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร
ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร รับเกษตรกรผู้ยากไร้จากจังหวัดต่าง ๆ รวม 43 จังหวัด ซึ่งมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาฝึกอบรมในด้านศิลปาชีพสาขาต่าง ๆ เกษตรกรที่มาจากต่างจังหวัดจะได้เข้าพักอยู่ที่หอพักของศูนย์ฯ ส่วนเกษตรกรที่มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้เคียงกับศูนย์ฯ ก็อยู่บ้านของตนเองและมารับการฝึกอบรมแบบเช้าไป-เย็นกลับ
ขณะนี้ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร เปิดสอนศิลปาชีพประเภทต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 21 แผนก ดังนี้
- ช่างเขียนลายไทย
- ช่างไม้
- ช่างสีและชักเงา
- ช่างเครื่องเรือนหวาย
- ช่างปั้นตุ๊กตาและดอกไม้ประดิษฐ์ทำด้วยขนมปัง
- ช่างจักสานผักตบชวา
- ช่างปั้นและหล่อโลหะ
- ช่างเครื่องหนัง
- ช่างเป่าแก้ว
- ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า
- ช่างยนต์
- ช่างเครื่องเคลือบดินเผา
- ช่างทอผ้าไหม
- ช่างทอผ้าตีนจก
- ช่างจักสานไม้ไผ่ลายขิด
- ช่างจักสานย่านลิเพา
- ช่างปักผ้า
- ช่างทำขนมไทย
- ช่างถักนิตติ้ง
- ช่างทำดอกไม้ประดิษฐ์
- ช่างศิลปะประดิษฐ์ (ควั่นธูปเทียน, แป้งร่ำ, เครื่องบายศรีและใบตอง ฯลฯ)
นอกจากนี้ยังมีแผนกเกษตรกรรม เพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรที่มาฝึกอบรมด้านศิลปาชีพให้มีพื้นฐานความรู้ทางด้านเกษตรกรรมด้วย
ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร เปิดอบรมสมาชิกปีละ 3 รุ่น รุ่นละ 4 เดือน มีสมาชิกมาฝึกอบรมรุ่นละ 300-400 คน ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมและมีผลของการฝึกอบรมได้มาตรฐานที่ศูนย์ฯ วางไว้ จะได้รับวุฒิบัตรแสดงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ บัดนี้มีผู้รับการฝึกอบรมสำเร็จตามหลักสูตรการฝึกอบรมไปแล้วไม่น้อยกว่า 4,000 คนเศษ สำหรับระยะเวลาการฝึกอบรมนั้นแต่ละแผนกใช้เวลาไม่เท่ากัน แล้วแต่ความยากง่าย ความละเอียดอ่อนของศิลปาชีพแต่ละประเภท เช่น ช่างยนต์และช่างตัดเย็บเสื้อผ้า จะใช้เวลาฝึกอบรม 4 เดือน ส่วนช่างไม้ ช่างปั้นหล่อโลหะ ต้องใช้เวลาเป็นปี เป็นต้น
การเปิดศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ทำให้เกษตรกรผู้ยากไร้มีอาชีพเสริม ซึ่งก่อให้ฐานะความเป็นอยู่ในครอบครัวดีขึ้น และสามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังมีผลพลอยได้อีกประการหนึ่ง คือ ทำให้เศรษฐกิจของอำเภอบางไทรดีขึ้นเดิมอำเภอ บางไทรเป็นอำเภอที่ค่อนข้างจะยากจน มีไร่นาร้างเป็นจำนวนมาก สภาพที่ดินไม่เหมาะสมแก่การทำไร่ทำนา ชาวบ้านอพยพไปหางานอื่นทำเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อมีศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ขึ้นผู้คนก็เริ่มอพยพกลับมาผลทำให้ในปัจจุบันอำเภอบางไทรเจริญขึ้นอย่างมาก
ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร เป็นศูนย์ศิลปาชีพที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก มีภูมิทัศน์สวยงาม และมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้คนชมมากมาย การคมนาคมก็สะดวก ส่งผลให้ปัจจุบันนี้ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย
ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร จะจัดงานประจำปี ปีละ 2 ครั้ง คือ งานลอยกระทงตามประทีป ในเดือนพฤศจิกายน และงานศิลปาชีพบางไทร ในตอนปลายเดือนมกราคมและต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเผยแพร่ผลงานตามโครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย รวมทั้งเพื่อหารายได้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในโครงการศิลปาชีพบางไทรด้วย ในงานประจำปีทั้ง 2 ครั้งนี้จะมีประชาชนไปชมกิจการในโครงการศิลปาชีพอย่างมากมายทุกครั้ง นอกจากนั้นยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศไปชมกิจการกันเป็นประจำอย่างต่อเนื่องด้วย (อรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา และคณะ, 2535 : 54 - 56 )
|
|