ผ้าและงานทอผ้า





















ผ้าและงานทอผ้า  นับเป็นผลงานของความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนในโลกนี้ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน พบว่าดินแดนซึ่งเป็นราชอาณาจักรไทยอยู่นี้  มีการทอผ้าขึ้นใช้มา  แล้วไม่ต่ำกว่า 2500 ปี  โดยหมู่ชนที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเขตแหลมทองนี้…แม้แต่ไหมก็พบว่ามีการนำมาทอเป็นผืนผ้าตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์  โดยเฉพาะในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงที่พบว่ามีการทอผ้าไหมมาก่อนที่จีนจะนำไปทอเป็นผ้าไหมจนแพร่หลายไปทั่วโลก (สุภัทรา  โอฬาริกเดช, 2536 : 23)  จากบันทึกและจดหมายเหตุต่าง ๆ แสดงว่ามนุษย์สามารถผลิตผ้าชนิดต่าง ๆ มานานแล้ว…ศิลปะการ   ทอผ้าและการผลิตผ้าพัฒนามาเรื่อยจนถึงยุคที่คนไทยรวมตัวกันเป็นอาณาจักรต่าง ๆ ตั้งแต่อาณาจักรล้านนาจนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์  จากข้อมูลเชื่อกันว่า  ในอาณาจักล้านนาไทยมีการทอผ้าขึ้นใช้ทั้งเพื่อใช้สอยกันในครอบครัวและเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน  ปรากฏชื่อผ้าอยู่หลายชนิดเช่น  ผ้าสีจันทร์ขาว  ผ้าสีจันทร์แดง  และผ้าสีดอกจำปา  เป็นต้น
ต่อมาในสมัยสุโขทัย  ปรากฏหลักฐานว่ามีการผลิตผ้าฝ้ายและผ้าไหมสีต่าง ๆ ขึ้นใช้ทั่วไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ผ้าฝ้ายห้าสีที่เรียกว่า  ผ้าเบญจรงค์  เป็นผ้าที่มีชื่อเสียงของสุโขทัย  และก็ยังมีผ้ายกดอก  ผ้าสกุลพัสตร์  ซึ่งเป็นผ้าขาวเนื้อละเอียด  ผ้าเล็กดอกเป็นผ้าเนื้อดีและ  ผ้ากรอกซึ่งเป็นผ้าลายกระจังสำหรับพันรอบหน้าผาก  เป็นต้น  (วิบูลย์  ลี้สุวรรณ, 2530 : 3)     อย่างไรก็ดี  การทอผ้าในอาณาจักรสุโขทัยยังคงเป็นลักษณะอุตสาหกรรมในครัวเรือน  เป็นการทอผ้าเพื่อใช้สอยกันในครอบครัว  ดังปรากฏในหนังสือคำกลอนกล่าวชมทางนพมาศว่า  มีหูกทอผ้าทั่วไป  ผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัวจะต้องปั่นฝ้าย  ปั่นด้าย และทอผ้าเป็น (ถมรัตน์  สีตวรานนท์, 2525 : 10)  การผลิตผ้าชั้นดีสำหรับกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงนั้น  อาจมีบ่าวไพร่ หรือช่างหลวงเป็นผู้ทอขึ้นในราชสำนักส่วนหนึ่ง  กับอีกส่วนหนึ่งสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ  เช่นผ้าไหม  ผ้าแพรสั่งซื้อมาจากจีน   อินเดีย  และเปอร์เซีย  ทว่าไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับลักษณะของผ้าและสีสันของผ้าในสมัยนี้ว่าเป็นเช่นไร  คงเป็นเพียงทราบแต่ชื่อผ้า และลักษณะบางประการเท่านั้น
สมัยอยุธยาถือได้ว่าเป็นยุคทองของการค้าผ้า  เป็นยุคที่มีการค้ากันอย่างกว้างขวาง  กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางของการค้าพาณิชย์  รวมทั้งสินค้าประเภทผ้าด้วย  ปรากฏชื่อตลาดซื้อขายเสื้อผ้าอาภรณ์ในกรุงศรีอยุธยาหลายแห่งเช่น ตลาดบ้านป่าชมภูขายผ้าชมภู ผ้ารัดประคด ผ้าหนังไก่ ตลาดย่านป่าไหมขายไหมครุย ไหมฟั่น  ไหมเบญจพรรณ ตลาดย่านทุ่งหมาขายเสื้อกางเกงนานาชนิด  ผ้าปัก  ผ้าปักทองประดับกระจก  ย่านฉะไกรใหญ่ขายผ้าขาวและ ผ้าสุหรัด  ผ้าลายจากอินเดีย  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีผ้าทอพื้นเมืองจากหัวเมืองเข้ามาขายในอยุธยา  เช่น  ผ้าตะรางจากโคราช  ผ้าสายบัวหรือผ้าขาวม้าแดงจากเมืองลพบุรี  รวมทั้งผ้าจากต่างประเทศเช่น  จีน  อินเดีย  เปอร์เซีย  ตลอดจนการซื้อขายวัตถุดิบในการทอผ้าคือไหมและฝ้ายด้วย แสดงว่าราชอาณาจักรอยุธยาจะต้อมีการปลูกฝ้ายและเลี้ยงไหม  (วิบูลย์  ลี้สุวรรณ, 2530 : 4-5)
ถมรัตน์  สีตวรานนท์  กล่าวถึงการค้าสิ่งทอของไทยในสมัยอยุธยาไว้ว่า  การค้าสิ่งทอในสมัยอยุธยานับว่ารุ่งเรืองมาก  เพราะไทยมีการติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้นคือ  จีน อินเดีย  เปอร์เซีย  ฮอลันดา  ฝรั่งเศส  อังกฤษ  ผ้าหลากสีมีลวดลายแปลก ๆ ถูกทุ่มเข้ามาสู่ตลาด   กรุงศรีอยุธยามากมาย  ตลาดผ้ามีอยู่ทั่วไปทั้งในกรุงและรอบ ๆ กรุง  ราษฎรไทยส่วนใหญ่ชอบความสวยงามจากการใช้เสื้อผ้าอยู่แล้ว  จึงทำให้ตลาดผ้าคึกคักมาก็ประกอบกับพระเจ้าแผ่นดินและข้าราชสำนักต่างก็นิยมภูษาอาภรณ์สีสดใสหลายลวดลายกันมาก  การค้าสิ่งทอนำเข้าจึงเจริญมาก  (ถมรัตน์  สีตวรานนท์, 2525 : 63)
ในสมัยรัตนโกสินทร์  หัตถกรรมการทอผ้าในช่วงรัชกาลที่ 1 - 3 นั้นก็มีทำกันไม่น้อยในหัวเมืองต่าง ๆ  ดังปรากฏหลักฐานว่าในสมัยรัชกาลที่ 2  มีการเกณฑ์ให้หัวเมืองต่าง ๆ    ทอผ้าขาวส่งให้หลวงเพื่อย้อมเป็นสบงจีวรถวายพระ  เนื่องในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 1  ผ้าทอเหล่านั้นเป็นผ้าฝ้ายพื้นเมืองที่ทอสำหรับใช้สอยในครัวเรือน เป็นผ้าเนื้อหยาบ  ฝีมือไม่ดีนัก ทั้งนี้เพราะบรรดาคนชั้นสูง และผู้ที่มั่งคั่งจะใช้ผ้าคุณภาพดีจากต่างประเทศ  ผ้าทอพื้นบ้านคงเป็นผ้าสำหรับประชาชนทั่ว ๆ ไปเป็นส่วนใหญ่ (วิบูลย์  ลี้สุวรรณ, 2530 : 67 - 68)
จวบจนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5  การหัตถกรรมของไทยโดยเฉพาะการทอผ้าไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมก็ตาม  ประชาชนปลูกฝ้ายหรือเลี้ยงไหมเพื่อการทอผ้าใช้กันในครัวเรือนเท่านั้น  ประกอบกับมีผ้าจากต่างประเทศเข้ามาขายและราคาถูก  ไม่จำเป็นต้องทอผ้าใช้ก็หาซื้อกันได้ง่าย  ยิ่งหลังจากการทำสัญญาเบาริงแล้ว  สินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะผ้าได้เข้ามาขายมาก ทำให้การหัตถกรรมของเราเสื่อมโทรมลง (นิติ  กสิโกศล, 2541 : 11)  จากสภาพเหล่านี้  ในปี พ.ศ. 2444  ประเทศไทยจึงเกิดมีแนวคิดส่งเสริมการเลี้ยงไหม  ปรับปรุงพันธุ์  ตั้งโรงเรียนช่างไหมและกรมช่างไหมขึ้นในเวลาต่อมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวนั่นเอง
จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าการทอผ้านับเป็นงานศิลปะพื้นบ้านที่คนไทยผูกพันเกี่ยวข้องมาเป็นเวลายาวนาน  นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า  งานทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมของไทยอย่างหนึ่งที่อาศัยแรงงาน  และฝีมือประดิษฐ์คิดค้น  ทั้งยังเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสั่งสมประสบการณ์ และอุดมการณ์พื้นฐานในการดำรงชีวิต  ศิลปะการทอผ้าจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า
การทอผ้าพื้นเมืองเป็นศิลปหัตถกรรมที่มีความประสานสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์  การตั้งถิ่นฐานเชื้อชาติ  ตลอดจนถึงระบบความเชื่อ  ขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาและวัฒนธรรม  อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชน  เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบและเป็นข้อกำหนดในการเลือกใช้วัสดุ การออกแบบลวดลายและสีสันของผ้าทอ   (วิบูลย์  ลี้สุวรรณ, 2530 : 85)  ลวดลายและสีสันที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้านั้น  เป็นกรรมวิธีในเชิงศิลปะที่ละเอียดอ่อนของช่างทอ  ด้วยเทคนิคการมัดย้อมเส้นด้ายพุ่งและเส้นยืนให้มีสีแตกต่างกัน  การสอดสานด้ายต่างสีทำให้เกิดลวดลายต่างกัน  ในตำแหน่งที่ต่างกันบนผืนผ้าได้นั้นนับเป็นศาสตร์และศิลปะของช่างทอโดยเฉพาะ  (รำไพพรรณ  แก้วสุริยะ, 2535 : 66)
การทอผ้าพื้นบ้านของไทยนั้นมีกระจายอยู่ทั่วไป  รูปแบบของผ้าแต่ละกลุ่มชนจะมีความแตกต่างกันไปตามคตินิยม  ความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชนในแต่ละท้องถิ่นของประเทศมีทั้งผ้าพื้นสีเรียบ ๆ  และผ้าที่มีลวดลายอันเนื่องมาจากกรรมวิธีที่ประณีต
อย่างไรก็ตามสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถทรงเข้าพระทัยและทรงเล็งเห็นความสำคัญของผ้าในฐานะบันทึกทางวัฒนธรรมของชาติ  จึงได้ทรงสนับสนุนให้ประชาชนใน ทุกท้องที่ทอผ้าตามแบบฉบับที่เคยได้รับการอบรมถ่ายทอดสืบกันมาแต่โบราณ  ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าฝ้ายลายดอกพิกุล  ของภาคใต้  ผ้าทอยกดอกชนิดต่าง ๆ ของภาคเหนือ     ผ้าขิดของภาคอิสาน    และผ้าจกของภาคกลาง  โดยทรงสนับสนุนให้ประชาชนทอผ้าเป็นอาชีพเสริม  โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ, เป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์และครูผู้สอนไปดำเนินการฝึกให้อย่างกว้างขวางและได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี  (อรนุช  อิศรางกูร  ณ อยุธยาและคณะ, 2535 : 232 )
ประเภทของผ้าพื้นบ้าน
การจัดประเภทของผ้าทอพื้นบ้านในประเทศไทยอาจแบ่งได้  2 ลักษณะคือการแบ่งประเภทตามวัสดุที่ใช้  และการแบ่งประเภทตามวิธีการทอ
  • แบ่งตามประเภทวัสดุที่ใช้ในการทอ 
  • ได้แก่  ผ้าฝ้าย และผ้าไหม

ผ้าฝ้าย

ฝ้ายและไหมเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเส้นไยเพื่อใช้ในการทอผ้าที่มีอยู่ในประเทศไทยมาแต่โบราณ  แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะให้ความสนใจและเข้ามามีบทบาทในขบวนการผลิตฝ้ายและไหมมานาน ทว่าปัญหาของวัตถุดิบทั้งสองชนิดก็ยังมิได้คลี่คลาย ตั้งแต่การจ้าง         ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นเข้ามาพัฒนาการเลี้ยงไหมในภาคอีสาน  ในสมัยรัชกาลที่ 5  ก็ต้องล้มเลิกไปในที่สุด  หรือแม้แต่การพัฒนาพันธุ์ฝ้าย และพัฒนาการปลูกฝ้ายซึ่งเริ่มในปี พ.ศ. 2493     จนกระทั่งปี พ.ศ. 2504  กระทรวงเกษตรได้พัฒนาพันธุ์ฝ้ายขึ้นมามากมายหลายพันธุ์เช่น   พันธุ์สุโขทัย 32  พันธุ์ตากฟ้า 1   พันธุ์ศรีสำโรง 2  พันธุ์บี.ที.เค 12  เป็นต้น  ฝ้ายพันธุ์ใหม่ ๆ เหล่านี้ให้ผลผลิตสูงขึ้นกว่าพันธุ์พื้นเมืองมาก   ทว่าปริมาณผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศอยู่ดี
ฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย เพราะเป็นพืชเขตอากาศร้อน  ชอบดินเหนียวปนทราย  อากาศโปร่ง  ไม่ชอบร่มเงาที่บัง  เส้นใยของฝ้ายดูดความชื้นได้ง่าย เป็นตัวนำความร้อนที่เลวเหมาะสำหรับทอเป็นเครื่องนุ่งห่มในเมืองร้อน  เพราะเมื่อฝ้ายดูดความร้อนแล้วจะระเหยกลายเป็นไอ  ผู้ที่สวมเสื้อผ้าด้วยผ้าฝ้ายจะรู้สึกเย็นสบาย  ฝ้ายจะปลูกในเดือนพฤษภาคมต่อกับเดือนมิถุนายนหรือปลายเดือนกรกฎาคมต่อเดือนสิงหาคม  เพราะระยะเวลา 4-5 เดือนนี้เป็นฤดูฝน  จะช่วยให้ฝ้ายรับฝนดี  พอประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม  ฝ้ายก็จะแก่และแตกปุย  การปลูกฝ้ายชาวบ้านจะปลูกไปพร้อม ๆ กับการปลูกข้าว  คือหว่านข้าวในนาในขณะที่รอให้กล้าโตก็จะทำการปลูกฝ้ายไปด้วยคือปลูกในไร่  หรือเนื้อที่ที่ว่างต่อจากบริเวณบ้าน  ซึ่งสามารถดูแลได้ทั่วถึง  เมื่อเสร็จจากการปลูกฝ้าย  กล้าในนาก็โตพอดีต่อจากนั้นก็ถอนกล้าแล้วดำนาต่อไปพร้อมกันนั้นก็บำรุงรักษาฝ้ายที่ได้ปลูกได้  ระยะเวลาที่ใช้ในการปลูกฝ้ายจนกระทั่งสามารถเก็บปุยได้  ใช้ระยะเวลาประมาณ 6-7 เดือน  ชาวบ้านทุกครัวเรือนสามารถปลูกฝ้ายได้  แล้วนำเส้นในของฝ้ายมาทอเป็นผืนผ้า  สำหรับนุ่งห่มและใช้สอยในชีวิตประจำวัน
วิบูลย์  ลี้สุวรรณ  เสนอความเห็นเกี่ยวกับฝ้ายของไทยไว้ความว่า
     ฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจอเนกประสงค์  ดังนั้นความต้องการฝ้ายในประเทศสูงแต่ปริมาณการผลิตฝ้ายยังไม่มากพอทั้งนี้เพราะเกษตรกรไทยปลูกฝ้ายในลักษณะที่เป็นพืชหมุนเวียน ชนิดหนึ่งมิใช่พืชหลัก  ทำให้ปริมาณการผลิตฝ้ายที่ได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับอัตราการขึ้นลงของราคาฝ้าย เมื่อใดที่ฝ้ายมีราคาสูงเกษตรกรก็หันมาปลูกฝ้ายกันมาก  แต่เมื่อใดที่ราคาฝ้ายตกลงก็จะหันไปปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่น  ประกอบกับเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้  ความชำนาญในการเพาะปลูก  ผลผลิตฝ้ายต่อไร่ที่ได้จึงค่อนข้างต่ำ  ซึ่งรัฐควรจะให้ความรู้และการส่งเสริมอย่างจริงจัง  กว้างขวางในระยะยาวต่อไป  สำหรับคุณภาพของฝ้ายที่ผลิตได้ภายในประเทศนั้นยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร  เส้นใยสั้นและไม่เหนียว  ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะผลสืบเนื่องจากการขาดความรู้  ความชำนาญงานของเกษตรกรแต่เพียงอย่างเดียว  ปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม   อีกประการคือ  ปัญหาที่เกษตรกรต้องอาศัยเงินทุนจากพ่อค้าคนกลางหรือโรงงานหีบฝ้าย โดยโรงงาน   หีบฝ้ายหรือพ่อค้าคนกลางเหล่านั้นจะให้สินเชื่อในรูปของเมล็ดพันธุ์หรือยาปราบศัตรูพืชแก่ชาวไร่โดยไม่คำนึงถึงประเภทของเมล็ดพันธุ์และคุณภาพของยาปราบศัตรูพืชเหล่านั้น  ทำให้ดอกฝ้ายที่ปลูกได้มีสมบูรณ์มีคุณภาพต่ำ  และในฐานะที่เป็นลูกหนี้เกษตรกรก็จะต้องนำเอาผลผลิตที่ได้นั้นมาขายให้แก่พ่อค้าคนกลางหรือโรงหีบฝ้ายที่ตนกู้ยืมเงินไปเป็นการชำระหนี้    นายทุนเหล่านี้จะถือโอกาสรับซื้อไว้โดยตลอดมา  ซึ่งสิ่งเหล่านั้นทำให้เกษตรกรหมดกำลังใจที่จะเพิ่มผลผลิตหรือปรับปรุงคุณภาพผลผลิตของตน    (วิบูลย์   ลี้สุวรรณ,  2530 : 205)
แพททีเชีย  ชีสแมน  แน่นหนาและวิถี  พานิชพันธ์  กล่าวถึงผ้าอีสานว่า  "ผ้าทอที่เป็นลักษณะเด่นของเขตอีสานเหนือและอีสานกลาง คือ ผ้าฝ้ายมัดหมี่สีครามใช้สำหรับเป็น    ผ้าซิ่นนุ่งในชีวิตประจำวัน…ส่วนตีนซิ่นมักเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมสามตะกอ" (แพทรีเซีย      ซีสแมน  แน่นหนา และวิถี  พานิชพันธ์, 2536 : 33)
แคทเธอรีน  เอ  โบวี  เสนอความเห็นว่า  มีหลักฐานหลายอย่างระบุในภาคเหนือของประเทศไทยมีการปลูกฝ้ายกันมาก  ดังนั้นฝ้ายดิบจึงเป็นสินค้าออกของภูมิภาคนี้…แต่แม้จะมีการปลูกฝ้ายมากพอกับความต้องการในท้องถิ่นและเพื่อการส่งออกไปขายที่อื่น  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านทุกคนมีอาชีพปลูกฝ้าย  การปลูกฝ้ายมีอยู่เฉพาะบางท้องที่และบางหมู่บ้านเท่านั้น…ส่วนใหญ่บริเวณแหล่งปลูกฝ้ายจะอยู่ในแถบที่ราบสูง…แต่ถึงแม้คนในพื้นที่ราบต่ำซึ่งปลูกข้าวเป็นหลักจะไม่ได้ปลูกฝ้าย ทว่าก็ยังเป็นฝ้ายและทอผ้าใช้เอง คนเหล่านี้ต้อง       แลกเปลี่ยนสินค้ากันหลายต่อหลายทอด  เพื่อจะได้ฝ้ายดิบมาทอผ้า (แคทเธอรีน เอ. โบวี, 2536 : 168)
นอกจากนี้  วิบูลย์  ลี้สุวรรณ  (2530 : 95 - 96)  กล่าวถึงการทอผ้าฝ้ายพื้นบ้านในภาคเหนือด้านตะวันตกซึ่งมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง  ประกอบด้วยจังหวัดลำพูน  ลำปาง และแม่ฮ่องสอน  ความว่า  ผ้าทอในบริเวณนี้มีทั้งผ้าที่ทอสืบต่อกันมาแต่โบราณทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม ตลอดจนถึงผ้าที่พัฒนาปรับปรุงขึ้นตามยุคสมัยทว่ายังคงลักษณะเฉพาะถิ่นบางอย่างไว้…การทอผ้าพื้นบ้านเริ่มจากกรรมวิธีในการผลิตวัตถุดิบ  โดยเฉพาะการผลิตฝ้ายจากพันธุ์ฝ้ายพื้นเมือง ซึ่งมีอยู่สองพันธุ์ ฝ้ายสีขาวเหมือนงาช้าง และฝ้ายสีตุ่นหรือสีเนื้อ ฝ้ายทั้งสองชนิดนี้เป็นฝ้ายพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณสมบัติพิเศษ  คือ  เมล็ดหรือปุยฝ้ายเล็ก  แต่เส้นใยจะนุ่มและเหนียว โดยเฉพาะพันธุ์ฝ้ายสีเนื้อนั้นเป็นฝ้ายสีธรรมชาติที่สวยมาก ปัจจุบันฝ้ายพันธุ์     พื้นเมืองทั้งสองพันธุ์นี้ เกษตรกรไม่นิยมปลูกเพราะให้ผลผลิตน้อย
ถัดจากการปลูกฝ้ายขั้นตอนที่สองของการทอผ้าฝ้ายก็คือ  การปั่นฝ้ายออกเป็นเส้นด้าย  ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็จะปั่นฝ้ายเพื่อใช้ทอผ้าเอง  บางส่วนก็จะปั่นเพื่อขายให้แก่ผู้อื่น แต่มิใช่ว่าชาวบ้านทุกคนจะปั่นฝ้ายเป็น   อย่างไรก็ดีการปั่นฝ้ายให้ได้เส้นยาวติดต่อกัน  ต้องใช้ความชำนาญพอสมควร  สำหรับชาวบ้านที่ปั่นฝ้ายไม่เป็นก็มักจะซื้อด้ายที่ปั่นแล้วหรือจ้างคนมาปั่นให้ ค่าจ้างปั่นมักจะเป็นการแบ่งด้ายที่ปั่นได้คนละครึ่ง   (แคทเธอรีน เอ.โบวี, 2536 : 169)
เมื่อได้เส้นด้ายจากฝ้ายแล้วขั้นตอนต่อไปก็คือการย้อมซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญต่อการผลิตผ้าพื้นบ้าน และทำให้ผ้าพื้นบ้านแต่ละแห่งมีลักษณะเฉพาะตัว  การย้อมแบบพื้นบ้านมักจะเป็นวิธีแบบโบราณ  โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ  ซึ่งก็มีอยู่หลายชนิด  อาทิ  ขมิ้นชัน และ    ใบสักใช้ย้อมเป็นสีกากี  แก่นขนุนและเปลือกเพกาใช้ย้อมเป็นสีกากีอมเขียว  ดอกคำแฝดใช้ย้อมเป็นสีเหลือง  แก่นยอป่าใช้ย้อมเป็นสีแดง  รากและใบต้นครามย้อมเป็นสีครามหรือสีกรมท่า  ผลมะเกลือใช้ย้อมเป็นสีดำ  เป็นต้น  (วิบูลย์  ลี้สุวรรณ, 2530 : 96)
อย่างไรก็ดีสีย้อมจากธรรมชาติในประเทศไทยจะได้มาจากส่วนต่าง ๆ ของพืชก็ได้แก่  รากหรือลำต้นใต้ดิน  เปลือกลำต้น   แก่นหรือเนื้อไม้  ใบ  ดอก  ผล  ที่ได้จากสัตว์ก็เช่น รังของครั่ง หรือขี้ครั่ง  ซึ่งให้สีแดงสด
สีจากราก : ต้นขนุน  เข้ม  ขมิ้นชัน  ยอบ้าน  มะหาด  จะให้สีเหลือง  เป็นต้น
สีจากเปลือกลำต้น : ต้นกระถินหอมให้สีดำ  ต้นโกงกางใบใหญ่ให้สีน้ำตาล  โกงกางใบเล็กให้สีน้ำตาลแกมแดง ต้นคางให้สีน้ำตาล ต้นแฉลบแดงให้สีแดงปนน้ำตาล ต้นชงโคให้     สีเหลือง  ปรงขาวและปรงแดงให้สีน้ำตาล  ต้นมะดะหลวงให้สีตองอ่อนหรือเขียวอ่อน   ต้นสนทะเลให้สีน้ำตาลแกมแดง  เป็นต้น
สีจากแก่น : ต้นแกแลให้สีเหลืองและแดงเลือดนก  ต้นขนุน  ต้นนนทรี  ต้นฝรั่งให้     สีเหลือง  ต้นสีเสียดให้สีน้ำตาล  ต้นฝางให้สีแดง
สีจากใบ  :  ต้นตะขบไทย  ต้นหูกวาง  ให้สีเขียวขี้ม้า  ต้นเตย  ต้นเลี่ยนให้สีเขียว      ใบอ่อนต้นสักให้สีแดง ต้นเทียนกิ่งให้สีเหลืองปนน้ำตาลแดง  ต้นพลองให้สีเหลือง  ต้นเสนียดหรือบัวฮาขาวให้สีเหลือง  เป็นต้น
สีจากดอก :  กรรณิกาให้สีเหลืองทอง  กระเจี๊ยบให้สีแดง  คำฝอยให้สีแสดเหลืองแดง   คำเงาะให้สีแดง  ส้ม  เหลือง  ขณะที่จำปา  ทองกวาว  โสน  ให้สีเหลือง  อัญชัญให้สีน้ำเงิน  เป็นต้น
สีจากผล : มะเกลือ  สาคัน มะเลื่อม มังคุด ตับเต่าต้น และกระจายให้สีดำ กระถินหอมให้สีน้ำตาล  ก้างปลาขาวให้สีม่วงดำ  ต้นตาลให้สีเหลือง  มังแคร่ให้สีม่วงสะตีให้สีแดงเลือดนก  หว้าให้สีม่วงอ่อน  เป็นต้น   (ไมตรี  เกตุขาว, 2540 : 39 - 43)
(ภาพประกอบ 3.4)
นักวิชาการเชื่อว่าผลจากการย้อมเส้นใยด้วยสีธรรมชาติทำให้ผ้าพื้นบ้านมีสีที่ประสานกลมกลืนกันอย่างนุ่มนวล  ไม่ฉูดฉาดเหมือนผ้าทอที่ย้อมด้วยสีวิทยาศาสตร์  ซึ่งมักจะให้สีฉูดฉาด ซึ่งหากผู้ทอผ้าไม่มีความเข้าใจเรื่องสีก็จะทำให้ผ้าทอที่ได้มีสีที่ขัดกันไม่งดงามเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตามการทอผ้าฝ้ายแบบพื้นบ้านของภาคเหนือยังคงมีการทออยู่ทั่วไป  เช่น  ในบริเวณอำเภอป่าซาง  จังหวัดลำพูน  อำเภอสันกำแพง  อำเภอแม่แตง  อำเภอแม่อาย  อำเภอฮอด  อำเภอจอมทอง  จังหวัดเชียงใหม่ และในหลาย ๆ อำเภอของจังหวัดลำปาง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าฝ้ายทอมือของตำบลสบเตี้ยะ  อำเภอจอมทอง  จังหวัดเชียงใหม่เป็นผ้าฝ้ายทอมือที่ได้รับการฟื้นฟูจากกรรมวิธีพื้นบ้านโบราณ  (วิบูลย์  ลี้สุวรรณ,2530 : 98)
งานทอผ้าฝ้ายด้วยมือเป็นงานที่คนไทยทุกภาคทั่วไประเทศรู้จักดีมาแต่โบราณและมีชื่อเสียงอยู่ในหลายท้องถิ่น  แต่กำลังจะสูญหายไปจากความนิยมเพราะมีผ้าที่ทอด้วยเครื่องจักรเข้ามาแทน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  จึงโปรดเกล้าฯ ให้อนุรักษ์การทอผ้าฝ้ายไว้  โดยให้ทอด้วยกี่กระทบแบบของเก่าต่อไป  (กองศิลปาชีพ, 2542 : 14)

ผ้าไหม

ผ้าไหม เป็นผ้าที่ทอขึ้นจากเส้นใยซึ่งได้มาจากสิ่งมีชีวิต  เป็นเส้นใยที่มีคุณลักษณะพิเศษงดงาม  กล่าวกันว่า  ลักษณะพิเศษของเส้นไหมธรรมชาตินั้น  เราไม่สามารถผลิตวัสดุขึ้นเทียมได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าไหมของไทยนับเป็นผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และมีชื่อเสียงมาช้านานแล้ว
ไหมกำเนิดที่ไหนเมื่อไรดูจะไม่มีผู้ให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ ทว่าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์  ไหมถูกค้นพบครั้งแรกที่ประเทศจีนในราว 2,000-3,000ปีก่อนคริสตศักราชกล่าวกันว่าผ้าไหมจากจีนแพร่ไปสู่ตะวันตก และตะวันออกในเวลาต่อมา  สำหรับประเทศไทยก็ค้นพบว่า  เส้นใยไหมมีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้วแต่มีการทอผ้าไหมหรือไม่ยังเป็นประเด็นที่    ถกเถียงกันอยู่  ทว่ามีการใช้ผ้าไหมในชุมชนชาวไทยมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยแล้ว
แคทเธอรีน  เอ โบวี  กล่าวถึงผ้าไหมของภาคเหนือไว้ว่า  "ขณะที่ผ้าฝ้ายเป็นผ้าที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน  ผ้าไหมกลับเป็นผ้าที่เชิดหน้าชูตาเจ้าของ    ผู้สวมใส่  หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษรระบุว่าผ้าไหมนั้น  นอกจากจะเกี่ยวข้องกับชีวิตคนชั้นสูงแล้ว  ยังเป็นผ้าที่ทอโดยผู้หญิงในราชสำนักหรือคุ้มเจ้านาย  นอกจากนี้  ริชาร์ดสัน  เขียนไว้ในปี คศ. 18300 ว่า มีการจ้างลูกสาวและบ่าวของเจ้านายในตำแหน่งสูงให้ทอผ้าและเย็บปักเสื้อสตรี  เช่นเดียวกันบ็อค (Bock Carl) ก็กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า "พระชายาของเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่สองทรงประทับในบ้านไม้สักหลังใหญ่ และทรงใช้เวลาอยู่กับการทอผ้าไหม  โดยมีบ่าวช่วยปั่นเส้นไหมให้ (Bock, 1884 : 322) นอกจากในราชสำนักหรือในคุ้มเจ้านายแล้วยังมีการทอผ้าไหมอีกสองแห่งคือ  สันกำแพง  กับ ฮอด  ซึ่งสันกำแพงนั้นยังมีการทอผ้าไหมอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน แต่ฮอดไม่มีการทอผ้าไหมแล้ว      ชาวบ้านในแถบนั้นเล่าว่าเป็นเพราะตัวดักแด้หายากและมักจะอยู่ไม่รอด  (แคทเธอรีน  เอ โบวี, 2530 : 171)
นอกจากนี้ยังปรากฏหลักส่วนสนับสนุนว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตผ้าไหมรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการค้าขายผ้าไหม และสินค้าจากไหมกับประเทศเพื่อนบ้านมาช้านานแล้ว
เส้นใยไหมได้จากตัวไหมที่เลี้ยงนั้น ส่วนมากเลี้ยงกันมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภาคเหนือ และภาคกลาง  ชาวบ้านเริ่มต้นจากการปลูกต้นหม่อนสำหรับเป็นอาหารของตัวไหม  ต้นหม่อนขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ต้นหม่อนต้องการความชื้นเล็กน้อยในระยะตั้งตัว แต่เมื่อโตต้นหม่อนจะทนความแห้งแล้งได้ดีพอสมควร  ไหมเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายตัวหนอนเมื่อแก่ตัวจะชักใยหุ้มตัวของมันเอง  ชาวบ้านจะเอาใบหม่อนที่หั่นเป็นฝอย ๆ ไปให้ตัวไหมกิน และเฝ้าดูแลตัวไหมชักใย จากนั้นชาวบ้านจะเอารังไหมมาสาวเพื่อเอาเส้นไหม แล้วก็นำเส้นไหมมาฟอกโดยนำมาต้มฟอกด้วยด่างเพื่อให้สีเส้นไหมเดิมออกและนำมากวักเพื่อให้เส้นใยไหม   ติดต่อกันเป็นเส้นเดียวกันตลอด  หลังจากนั้นก็ย้อมสีแล้วจึงนำไปทอเป็นผืนผ้าตามที่ต้องการอรนุช  อิศรางกูร  ณ  อยุธยาและคณะกล่าวถึงไหมไว้ความว่า
ตัวไหมเป็นหนอนของแมลงจำพวกผีเสื้อชนิดหนึ่งซึ่งหลังจากที่ต้องเลี้ยงดูด้วย ความระมัดระวังด้วยใบของต้นหม่อนอย่างสม่ำเสมอไม่ให้อาหารมากจนเกินไปหรือน้อยเกินไป ต้องระวังเป็นพิเศษในเรื่องความสะอาดและอุณหภูมิที่เหมาะสมเป็นเวลานาน   ประมาณ 45 วัน   ตัวไหมก็จะเริ่มทำรังเป็นเส้นใยบาง ๆ แต่มีความเหนียวอย่างน่าอัศจรรย์ห่อหุ้มตัวในสภาพดักแด้  ซึ่งเมื่อไหมหยุดสร้างรังแล้วก็พร้อมที่จะนำไปต้มเพื่อสาวเอาเส้นใย  ตัวไหมพันธุ์พื้นเมืองที่คนไทยเลี้ยงกันมาแต่เดิมและสามารถแพร่พันธุ์ได้ตลอดทั้งปีจะให้รังไหมที่มีสีเหลืองซึ่งเมื่อสาวได้เส้นไหมเป็นใจแล้วก็จะต้องนำไปฟอก  ซึ่งคนไทยเราก็มีกรรมวิธีกับทั้งนำยาที่ใช้ฟอกต่างกันไปแต่ละพื้นบ้าน  จนได้เส้นไหมที่นิ่มและเป็นสีขาวนวลดี  แล้วจึงจะนำไปย้อมหรือทอตามกรรมวิธีอันเก่าแก่ของแต่ละภูมิภาคต่อไป  (อรนุช  อิศรางกูร  ณ  อยุธยา และคณะ, 2535 :270)
อย่างไรก็ดี  จากเอกสารการวิจัยของกองวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร  สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึงการเลี้ยงไหมของเกษตรกรไทยไว้ว่า ในปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอยู่ 2 กลุ่มคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ไทยลูกผสม หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มเกษตรกรไหมสาวมือ  และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศหรือที่เรียกว่า  กลุ่มเกษตรกรไหมสาวเครื่อง (เพื่อจำหน่ายรัง)   (ฝ่ายวิจัยสินค้าเกษตรกรรมที่ 4, 2537 : 72)
สำหรับตลาดไหมในประเทศไทยแบ่งได้เป็น  3  ระดับคือ ตลาดรังไหม ตลาดเส้นไหม และตลาดผลิตภัณฑ์ไหม  ในส่วนของเส้นไหมที่ซื้อขายกันในตลาดมีสองประเภทคือ  เส้นไหมสาวมือ  (สีเหลือง) ผู้ผลิตคือเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ไทยผสมซึ่งส่วนหนึ่งใช้ทอผ้าเอง  ที่เหลือจึงขายแก่พ่อค้าท้องถิ่น  ซึ่งส่วนมากจะนำมาเป็นเส้นไหมพุ่ง  อีกประเภทคือ  เส้นไหมสาวเครื่อง  (สีขาว) ผู้ผลิตคือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศใช้สำหรับทำไหมยืน (นิติ  กสิโกศล, 2541 : 129)
นอกจากนี้  วิบูลย์  ลี้สุวรรณ  ยังกล่าวถึงการผลิตผ้าไหมของประเทศไว้ความว่า
ผ้าไหม  ซึ่งเป็นผลผลิตจากเส้นใยไหมในปัจจุบันมาจากแหล่งผลิตสำคัญ 2 แหล่งคือ         การผลิตจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนตามท้องถิ่นต่าง ๆ ในลักษณะของผ้าไหม    พื้นบ้าน พื้นเมือง  ส่วนมากเป็นลักษณะหัตถกรรมในครัวเรือนและอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่มัก  ทำเป็นอาชีพเสริม  ใช้เวลาว่างจากการทำอาชีพหลัก  ดังนั้นการผลิตต้องอาศัยฝีมือและความชำนาญที่สืบทอดกันมา  ปริมาณการผลิตจึงไม่แน่นอน  ลักษณะการจำหน่ายจึงต้องผ่านพ่อค้าคนกลางรายย่อยเป็นส่วนใหญ่  ด้วยเหตุนี้ตลาดผ้าไหมพื้นบ้านพื้นเมืองจึงแคบและจำกัดอยู่ในท้องถิ่น หรือในหมู่ผู้นิยมสินค้าหัตถกรรมพื้นเมืองภายในประเทศ  มากกว่าที่จะแพร่หลายออกไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศหรือในตลาดสากล  สำหรับผ้าไหมที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมจะผลิตเป็นจำนวนมากในรูปของ mass  production โดยทำเป็นแบบเดียวกันเป็นจำนวนมากเท่าที่ต้องการ  มีสีสันแตกต่างกันไป  ถ้าต้องการให้มีลวดลายก็ใเทคนิคการพิมพ์สมัยใหม่พิมพ์ลวดลายลงบนผืนผ้าเหล่านั้น  ภายหลังซึ่งต่างจากผ้าไหมพื้นบ้านพื้นเมืองที่ลวดลายสีสันจะมีกรรมวิธีและรูปแบบเฉพาะถิ่นที่แต่ละผืนแต่ละชิ้นจะมีความเป็นหนึ่ง (uniqueness) ที่ต่างไปจากผ้าที่ผลิตในโรงงานอุตสากรรมที่เป็นการผลิตเพื่อสนองความต้องการของคนจำนวนมาก  ต้องผลิตให้ได้ปริมาณมากรวดเร็ว  ตามลักษณะธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วไป  (วิบูลย์  ลี้สุวรรณ,2530 : 111-112)
อย่างไรก็ดี  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ และโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ  ให้การสนับสนุนงานทอผ้าไหมอย่างยิ่ง  จากกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถพระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา    เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม  2542  ความว่า
"…..ข้าพเจ้าอยากจะอวดว่า  เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าได้พยายามทำการประกวดไหมขึ้นทุกปีที่ตะวันออกเฉียงเหนือเวลาที่ตามเสด็จไปที่สกลนคร  ก็จะทำสนับสนุน  โดยได้ความช่วยเหลือจากทางกองทัพภาคที่ 2  ในการสนับสนุนบอกไปกับชาวบ้านว่าจะมีการแข่งขันประกวดไหมทางภาคอีสานทั้งหมดทุกลาย  และประกวดการสาวไหม    ซึ่งเป็นของยากมาก  การสาวไหม  ยิ่งสาวไหม  ไหมเล็กเส้นเล็กที่สุด   เส้นที่ติดกับตัวของหนอนน่ะ  ยิ่งยาก  เป็นศิลปะทีเดียว  แล้วก็มีคนแก่ไม่กี่คนที่ทำได้  ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็เราสามารถที่จะรักษาการสาวไหมนี้ไว้ไม่ให้สูญไป  แล้วทุกครั้งข้าพเจ้าจะเชิญแขกเพื่อนต่างประเทศมาในเดือนพฤศจิกายนที่มีการประกวดไหมเนี่ย  ลองทดลองดูชาวเพื่อนต่างประเทศมา ปรากฏว่าเค้าชื่นชอบและสนใจมาก เพราะเรามีงานในสวน  แล้วก็ติดไฟสวยตามในป่านั้น  แล้วประชาชนก็มากันเต็ม  มาแสดงการทอไหมมาแสดงการสาวไหมให้ดูเยอะแยะเต็มไปหมดเลย  เพื่อน ๆ ของข้าพเจ้าตื่นตาตื่นใจ….."

(ไทยรัฐ. 12 สิงหาคม 2542 : 13)

ชัยรัตน์  จันทรศรีวงศ์  กล่าวว่า  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ท่านทรงตั้งโครงการสนับสนุนการทอผ้าไหมขึ้น  เพื่อช่วยสนับสนุนให้มีการผลิตผ้าไหมมากขึ้น  จากการที่ทอไว้ใช้เองในแต่ละครัวเรือน  ตลอดจนแนะนำในด้านคุณภาพผ้าไหมด้วย  โดยมีพระราชดำริว่า  เมื่อคุณภาพเข้าขั้นมาตรฐาน และมีการผลิตได้จำนวนสม่ำเสมอแล้ว จึงจะดำเนินการให้เป็นสินค้าออกเพื่อจำหน่ายยังต่างประเทศต่อไป   ปัจจุบันมีโครงการทอผ้าไหมมัดหมี่อยู่ใน  พระราชอุปถัมภ์หลายจังหวัด และผลงานจากฝีมือราษฎรในโครงการเผยแพร่ไปจำหน่ายในที่ต่าง ๆ กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายยิ่งขึ้น  ถ้าหลายฝ่ายช่วยกันสนับสนุนอาจทำให้ผลงานหัตถกรรมไทยมีคุณภาพดียิ่งขึ้น และเป็นที่ต้องการในต่างประเทศมากขึ้น (ชัยรัตน์ จันทร     ศรีวงศ์, 2535 : 31) (ภาพประกอบ 3.5)
  • แบ่งตามกรรมวิธีในการทอ
  • หรือวิธีการทำให้เกิดลวดลายบนผืนผ้าก็อาจจะแบ่งตามวิธีการซึ่งทำให้เกิดลวดลายเหล่านั้นเช่น  ผ้ามัดหมี่ ผ้าจก  ผ้าขิด  ผ้ายกดอกและผ้าแพรวา  เป็นต้น

ผ้ามัดหมี่

ผ้ามัดหมี่เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลกเป็นเวลาช้านานแล้ว  ทว่าไม่มีผู้ใดให้คำตอบได้ว่า   การทอผ้ามัดหมี่เกิดขึ้นเมื่อใดและชาติใดเป็นผู้เริ่มการทอผ้าแบบนี้  อย่างไรก็ตามแหล่งทอผ้ามัดหมี่ที่รู้จักกันดีก็คือทวีปเอเซีย  ซึ่งพบว่ามีการทอผ้าด้วยเทคนิคที่เรียกว่า มัดหมี่ หรือ ikat มีการทำกันในประเทศอินโดนีเซีย    ฟิลิปปินส์  อินเดีย  และจีน  เป็นต้น  ผ้ามัดหมี่ของอินเดียก็เช่นผ้าปาโตลา  มัดหมี่ของรัฐกุจารัฐและผ้าจิราลาซึ่งเป็นผ้ามัดหมี่ของรัฐอันตระประเทศ  ขณะที่ผ้าโคเลตัน  ก็เป็นผ้ามัดหมี่เส้นพุ่งของบาหลีและคองกาลาที่มีชื่อเสียงเช่นกัน
ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการทอผ้ามัดหมี่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในจังหวัดทางภาคอีสานจะรู้จักการทอผ้ามัดหมี่และทำกันมานานแล้ว  ชาวอีสานนำเอาธรรมชาติมาประยุกต์ในการทำลวดลายบนผ้ามัดหมี่ได้อย่างงดงามเช่น  ลายต้นสน  ลายดอกแก้ว  สายดอกหญ้า  ลายแมงมุม  เป็นต้น
มัดหมี่  คือ  การมัดเส้นใยเพื่อสร้างลวดลายก่อนย้อมสีและทอ  เวลาย้อมส่วนที่ถูกมัดไว้จะไม่ติดสีจึงทำให้เกิดลวดลาย  ถ้าต้องการหลายสีก็ต้องมัดและย้อมทับหลายครั้งจนกว่าจะได้สีครบตามที่ต้องการ  การทอผ้ามัดหมี่มีทั้งที่เรียกว่า  มัดหมี่ด้ายเส้นยืน  มัดหมี่ด้ายเส้นพุ่ง และมัดหมี่ผสม  มัดหมี่ใช้วิธีการกันสีย้อมโดยการใช้เชือกกล้วย  หรือภายหลังใช้เชือกฟางไนล่อนหรือพลาสติคอ่อนผูกมัดรัดบางส่วนของเส้นฝ้าย หรือไหม  เพื่อไม่ให้สีย้อมซึมติดเป็น    ช่วง ๆ ตอน ๆ แล้วแต่จะให้เป็นลวดลายเช่นใด  หลังจากย้อมสีเสร็จก็จะแก้เชือกที่มัดออก  นำเส้นด้ายกรอเข้ากับหลอดเพื่อทอเป็นผืนผ้าต่อไป
อรนุช  อิศรางกูร  ณ  อยุธยา  และคณะกล่าวถึงการย้อมไหมของอีสานไว้ความว่า
การย้อมไหมของชาวอีสานสมัยโบราณนั้น ย้อมสีต่าง ๆ ด้วยครั่ง เข คราม            ลูกกระจาย ดินแดงและแถลง  ก่อนที่จะนำไหมมาย้อมให้เป็นสีต่าง ๆ  จะต้องผ่านการย้อมเขก่อนทุกครั้งไป  "เข"  เป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่งมีหนามขึ้นตามป่า  ตามโคก  ชาวบ้านจะไปขุดเอารากเขท่อนประมาณเท่าแขนมาผ่าให้เป็นเสี้ยนตากแดดให้แห้งแล้วนำมาต้มเคี่ยว  ไว้ประมาณ 3 วัน  จากนั้นก็นำมากรองเอาน้ำสีไปตั้งไฟให้เดือด   แล้วนำเส้นไหมที่ฟอกจนสะอาดลงไปย้อมพอได้ที่ก็เอาไหมขึ้นบิดน้ำพอหมาด ๆ แล้วจึงเอาไปผึ่งแดด ให้แห้ง  เมื่อย้อมเขเสร็จแล้วจึงนำไหมไปย้อมสีต่าง ๆ ตามความต้องการ  (อรนุช   อิศรางกูร  ณ  อยุธยา และคณะ, 2535 : 284)
เชื่อกันว่าผ้ามัดหมี่ด้ายเส้นยืนน่าจะเป็นเทคนิคที่มีมาก่อนมัดหมี่ด้ายเส้นพุ่ง  แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันแน่ชัด  การทอผ้าไหมมัดหมี่ด้วยเส้นพุ่งจะง่ายกว่าการทอมัดหมี่ด้าย  เส้นยืน อย่างไรก็ดีเทคนิคมัดหมี่ด้ายเส้นพุ่งกำเนิดขึ้นเมื่อใดก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด สำหรับมัดหมี่ด้ายเส้นยืนพบเฉพาะในคนไทบางกลุ่มในประเทศลาว และประเทศไทยและมักจะเป็นการทอที่มีลวดลายไม่ซับซ้อน  ส่วนมัดหมี่ผสมอันเป็นเทคนิคผสมผสานมัดหมี่ด้ายเส้นพุ่ง และด้ายเส้นยืนบนผ้าผืนเดียวกัน มีมากในผ้าทอพื้นเมืองของชาวเขมรสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ชาวไทแดงซึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศลาวและเกาะสุมาตราตะวันตกมัดหมี่ด้ายเส้นพุ่งเหมาะกับการทอฝ้ายหรือเส้นใยจากพืชอื่น ๆ ดังนั้นสีที่ย้อมมักเป็นสี      ธรรมชาติ  ที่นิยมมากที่สุดคือสีครามและสีแดงเม็งกู (Morinda citrifolia) (ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล และแพทรีเซีย  ชีสแมน  แน่หดูนา, 2536 : 22)
อรนุช  อิศรางกูร  ณ  อยุธยา และคณะกล่าวถึงการทอผ้ามัดหมี่ไว้ความว่า
     การทอผ้ามัดหมี่สอนต่อกันมาภายในครอบครัว  ไม่มีตำราเรียกว่าจดจำไว้ในสมองนั่นเอง  ขั้นตอนการทอผ้ามัดหมี่หลังจากที่สาวไหมเป็นไจเรียบร้อยแล้วก็คือการนำไหมไปฟอก  วิธีการฟอกไหมของชาวบ้านแบบดั้งเดิมนั้นใช้เหง้ากล้วย   ใบกล้วย   ก้านกล้วย  งวงตาล  ไม้ขี้เหล็ก  ใบเพกา  ทั้งหมดนี้ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้นำมาฝานให้บางตากแดดให้แห้งแล้วเอาเส้นไหมลงไปแช่ในน้ำด่าง  พอเส้นไหมเปียกชุ่มดีแล้วก็เอาใส่หม้อต้ม  ได้เวลาพอสมควรจึงเอาเส้นไหมขึ้นจากหม้อไปแช่  ล้างน้ำเย็นให้สะอาด  สงเส้นไหมขึ้นจากน้ำ  แล้วนำมาผึ่งแดดให้แห้ง  หากไหมยังไม่สะอาด    ก็เอาไปแช่น้ำด่างตามวิธีเดิมอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อฟอกไหมแล้ว  ก็นำเส้นไหมมาพันใส่หลักหมี่  พันไหมไปเรื่อย ๆ จนถึงจำนวนที่ต้องการ  เอาเชือกมามัด  (เชือกกล้วยหรือเชือกฟางก็ได้)  เส้นไหมเป็นตอน ๆ แล้วแต่จะให้เป็นลวดลายอย่างไร  ตอนนี้เองที่เรียกว่า   "มัดหมี่"  นำเส้นไหมที่มัดแล้วนี้ไปย้อมสี  แล้วนำมามัดและย้อมอีกเพื่อให้เกิดลวดลายและสีสันที่ต้องการปรากฏบนผืนผ้า  เมื่อเสร็จการย้อมก็แก้เชือกที่มัดอยู่ออก  นำเส้นไหมมากรอเข้ากับหลอดเวลาทอก็เอาหลอดที่กรอไว้พุ่งไปก็จะได้ลายไปในตัว  (อรนุช    อิศรางกูร  ณ  อยุธยา และคณะ, 2535 : 282)
อย่างไรก็ตามการมัดหมี่ หรือมัดย้อมจะยากง่ายต่างกันขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของลวดลายและสีสันของผ้าที่ผู้ทอออกแบบ หากลวดลายสลับซับซ้อนก็ต้องมัดเส้นด้ายถี่และมากขึ้น  หากต้องการสีสันที่วิจิตรก็ต้องย้อมหลายครั้งมากขึ้น  ทั้งนี้ผู้มัดจะต้องมีความเข้าใจและความชำนาญในเรื่องลักษณะของลวดลาย  และการผสมสี  จึงจะทำให้ได้ผ้าทอที่สวยงาม  เมื่อมัดหมี่เป็นเทคนิคการทอที่ต้องใช้ทักษะและเทคนิคการทอที่ซับซ้อน  กว่าจะได้ผ้าแต่ละผืน  จึงนิยมใช้ไหมซึ่งมีคุณภาพและมีคุณค่าในการทอเป็นส่วนใหญ่  หากจะทอเป็นผ้าฝ้ายก็มักจะทำลวดลายและสีแบบง่าย ๆ เช่นสีขาวกับสีคราม  (วิบูลย์  ลี้สุวรรณ, 2530 : 143)
การทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นกิจกรรมหนึ่งที่โครงการส่งเสริมศิลปาชีพมีส่วนเข้ามาช่วย ส่งเสริมหัตถกรรมการทอผ้าไหมของภาคอีสานให้เป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ดีจนกลายเป็นอาชีพเสริมถาวรและบางแห่งกลายเป็นอาชีพสำคัญ  (นิติ  กสิโกศล, 2541 : 134)  นอกจากนี้  สำนักราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จฯ  กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า  "เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จ     พระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน  ทรงทอดพระเนตรเห็นหญิงชาวบ้านที่มีอายุ  นุ่งผ้าไหมมัดหมี่มารับเสด็จฯ  มีลาดลายต่าง ๆ  กัน  ดูงามตา  ผ้าไหมมัดหมี่นี้เป็นศิลปะพื้นบ้านของคนอีสาน  รู้จักทอกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม  แต่ก็ดูจะค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง  เพราะทำยากและเสียเวลามาก"  (สำนักราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จฯ, 2524 : 9) เพื่อทรงช่วยเหลือราษฎรและเป็นการฟื้นฟูหัตถกรรมพื้นบ้านอันเป็นมรดกของไทย  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ราชเลขานุการในพระองค์ออกไปติดต่อรับซื้อผ้าไหมมัดหมี่จากชาวบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทรงตรวจคุณภาพผ้าไหม  ทั้งยังพระราชทานคำแนะนำให้ชาวบ้านขยายฟืมทอผ้า     เพื่อผ้าจะได้มีหน้ากว้างตามมาตรฐานและให้ทอติดต่อกันยาวขึ้น  ส่วนคุณภาพนั้นก็พระราชทานคำแนะนำให้ทอให้แน่นเพื่อผ้าจะได้เนียนเรียบ และให้ระมัดระวังเรื่องการย้อมสี ขอให้สีเสมอกันและใช้สีที่มีคุณภาพ  สำหรับเส้นไหมที่ใช้ทอ  ทรงโปรดให้ใช้ไหมพันธุ์พื้นเมืองทอทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่ง  โดยมีพระราชดำริว่า  เส้นไหมพันธุ์พื้นเมืองนั้นมีลักษณะเหลือบเงาเป็นประกายพิเศษ  ทรงโปรดให้ใช้   "ไหมน้อย"   ซึ่งเป็นไหมที่สาวจากรังไหมชั้นใน    เป็นไหมที่เส้นเล็กละเอียดเรียบไม่เป็นปุ่มปม      ทอผ้าแล้วเนื้อผ้าจะเป็นแพรนุ่ม    ไม่ยับง่าย   (ชัยรัตน์  จันทรศรีวงศ์, 2535 : 32 - 34)
สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  นอกจากจะทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านทอผ้าไหมมัดหมี่ขายแล้ว  ยังทรงอนุรักษ์การทอผ้ามัดหมี่ลายโบราณ  และพัฒนาลายผ้ามัดหมี่ขึ้นใหม่ให้สวยงามหลากหลายมากขึ้น  ทั้งยังทรงนำผ้าไหมมัดหมี่ฝีมือของนักเรียนและสมาชิกศิลปาชีพมาตัดฉลองพระองค์  อันเป็นแบบอย่างแก่ชาวไทย  ให้เห็นคุณค่าความงามของผ้ามัดหมี่  กระทั่งเกิดความนิยมในการใช้ผ้าไทยอย่างแพร่หลาย  (กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์, 2537 : 74 - 75)
นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าผ้าไหมมัดหมี่นั้นนอกจากจะมีเนื้อผ้าที่งดงามแล้ว     ลวดลายสีสันของผ้าไหมมัดหมี่ก็ถือว่ามีลักษณะเฉพาะ  ลวดลายในการทอผ้าไหมมัดหมี่      ถ่ายทอดกันโดยการสั่งสอนสืบต่อกันมาจากบุคคลในครอบครัว  ลวดลายที่ปรากฏบนผ้าไหมมัดหมี่มีทั้งลายดอกไม้และรูปสัตว์  อันล้วนเป็นลวดลายที่ได้จากสิ่งรอบ ๆ ตัวและพบเห็นได้จากธรรมชาติและชีวิตประจำวัน  ผนวกกับความสามารถเชิงศิลปะและจินตนาการของช่างทอ  (อัมพร  ชวนปรีชา, 2533 : 16) ลวดลายต่าง ๆ  ของผ้าไหมมัดหมี่ก็เช่น  ลายดอกไม้  ลายไก่อู  ลายฟองน้ำ  ลายสิงห์คู่  ลายไก่คู่  ลายหมากจับ  ลายข้าวหลามตัด  ลายเครือเถา  ลายโคมเจ็ด  ลายต้นสนเชิงลายเอี้ย ลายดอกแก้วเชิงลายเอี้ย เป็นต้น อย่างไรก็ดีในปัจจุบันสมเด็จ         พระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถทรงให้รวบรวมผ้าไหมมัดหมี่ที่มีลายงดงามไว้  ทั้งทรงให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมมัดหมี่ของมูลนิธิศูนย์ศิลปาชีพในพระที่นั่งอภิเษกดุสิต  ณ  พระราชวังดุสิต  (นิติ  กสิโกศล, 2541 : 145  - 146)

ผ้าจกหรือผ้าตีนจก

ผ้าจก  เป็นผ้าทอผืนแคบ ๆ อาจทอขึ้นจากฝ้ายหรือไหม  หรือผสมผสานกันทั้งฝ้ายและไหมก็ได้  ผ้าชนิดนี้มีลักษณะของการทอและปักผสมผสานกัน  อีกทั้งเป็นผ้าที่นิยมนำไปประกอบหรือตกแต่งผ้าผืนใหญ่อีกที  โดยเฉพาะผ้านุ่งหรือผ้าซิ่น  เมื่อประกอบกันแล้วก็จะเรียกว่า  ผ้าซิ่นตีนจก
จก เป็นเทคนิคการทอผ้าให้เกิดลวดลายขึ้นโดยการใช้ไม้ปลายแหลมหรือขนเม่นจัดช้อนด้ายยืนขึ้น แล้วใช้ด้ายสีสอดไปตามรอยช้อนนั้น การสอดด้ายสีต่าง ๆ ไปตามรอยงัดช้อนในจังหวะต่าง ๆ กัน  ทำให้เกิดลวดลายคล้ายผ้าปัก  การใช้ไม้งัดช้อนขึ้นนี้  หากทำด้วยความชำนาญจะรวดเร็ว  มีลักษณะคล้ายเหมือนกับการฉกของงู  จึงเรียกว่า  จก  ซึ่งอาจมาจากคำว่า  ฉก  ก็เป็นได้  (กมลา  กองสุข. 2536 : 11)
ทรงศักดิ์  ปรางค์วัฒนากุล.  แพทรีเซีย  ซีสแมน  (2531 : 25)  ได้อธิบายว่า  จก เป็นเทคนิคการทำให้เกิดลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีการเพิ่มด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วง ๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า  กระทำโดยใช้ไม้  หรือขนเม่นหรือนิ้วมือยก  หรือจกเส้นด้ายยืนขึ้นแล้วสอดใส่ด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป
อุดม  สมพร  (2537 : 140)  ได้อธิบายว่า  จก  เป็นคำกริยา  เป็นภาษาพื้นบ้านของชาวล้านนา  หมายถึง  การล้วง  ควัก เอาขึ้นมา  เช่น  จกปลาร้าออกจากไห  จกปูออกจากรู
วรรณา  วุฒฑะกุล  และยุรารัตน์  พันธุ์ยุรา  (2537 : 21)  : วัฒนะ  จูฑะวิภาต (2537 : 77)  ได้กล่าวถึง  ผ้าจกว่า  กรรมวิธีการทอจกเป็นการทอและปักผ้าไปพร้อมๆ กัน  โดยแทนที่จะใช้เข็มปักก็ใช้ขนเม่นหรือไม้แหลมค่อย ๆ ทำลวดลายสอดสลับด้วยไหมหรือด้ายสีต่าง ๆ
คำว่า    ตีนจก    ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  (2525 : 353)
หมายถึง เชิงซิ่นที่ทอจกกลายโดยใช้ขนเม่น  ควักและใช้ด้าย  หรือไหมสอดลายแล้วนำมาเย็บติดกับซิ่น  เรียกผ้าที่มีเชิงซิ่นเช่นนั้นว่า  ผ้าตีนจก
อย่างไรก็ดีการทอซิ่นตีนจกนั้นต้องใช้ความอดทน  และความประณีตอย่างยิ่งด้วยเหตุนี้การทอตีนจก  กว่าจะทอเสร็จผืนหนึ่งก็ใช้เวลาหลายเดือน  หรือข้ามปี (ไม่ได้หมายความว่าใช้เวลาตลอดทั้งวัน  แต่ใช้เวลาว่างที่เหลือจากงานประจำ)  (สุดแดนวิสุทธิลักษณ์.  2534 : 97)  นักวิชาการด้านผ้าหลายท่านจึงจัดให้การทอผ้าจกเป็นสุดยอดหรือครูของการทอผ้า
เชิงซิ่นตีนจก  นับได้ว่าเป็นศิลปะพื้นบ้านที่ละเอียดประณีตและซับซ้อน  มีความสวยงามเป็นพิเศษ  เหนือผ้าพื้นเมืองประเภทอื่น  ๆ ทั้งกลวิธี  กรมวิธี  ต้องอาศัยความมีฝีมือ  ความเชี่ยวชาญ  ประสบการณ์  ความอุตสาหะวิริยะอย่างสูง  ด้วยความวิจิตรบรรจง  เหนือผ้าทอพื้นเมืองด้วยกัน  คุณค่าในแง่ศิลปะ  ลวดลาย และสีสันที่น่าตื่นตา  ตื่นใจ  ตลอดจนประวัติความเป็นมาของกลุ่มชนผู้ผลิต  การสืบทอด  การรับและ