






















|
ผ้าและงานทอผ้า นับเป็นผลงานของความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนในโลกนี้
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน พบว่าดินแดนซึ่งเป็นราชอาณาจักรไทยอยู่นี้
มีการทอผ้าขึ้นใช้มา แล้วไม่ต่ำกว่า 2500 ปี โดยหมู่ชนที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเขตแหลมทองนี้
แม้แต่ไหมก็พบว่ามีการนำมาทอเป็นผืนผ้าตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์
โดยเฉพาะในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงที่พบว่ามีการทอผ้าไหมมาก่อนที่จีนจะนำไปทอเป็นผ้าไหมจนแพร่หลายไปทั่วโลก
(สุภัทรา โอฬาริกเดช, 2536 : 23) จากบันทึกและจดหมายเหตุต่าง ๆ แสดงว่ามนุษย์สามารถผลิตผ้าชนิดต่าง
ๆ มานานแล้ว
ศิลปะการ ทอผ้าและการผลิตผ้าพัฒนามาเรื่อยจนถึงยุคที่คนไทยรวมตัวกันเป็นอาณาจักรต่าง
ๆ ตั้งแต่อาณาจักรล้านนาจนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ จากข้อมูลเชื่อกันว่า ในอาณาจักล้านนาไทยมีการทอผ้าขึ้นใช้ทั้งเพื่อใช้สอยกันในครอบครัวและเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน
ปรากฏชื่อผ้าอยู่หลายชนิดเช่น ผ้าสีจันทร์ขาว ผ้าสีจันทร์แดง และผ้าสีดอกจำปา
เป็นต้น
ต่อมาในสมัยสุโขทัย ปรากฏหลักฐานว่ามีการผลิตผ้าฝ้ายและผ้าไหมสีต่าง ๆ
ขึ้นใช้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ้าฝ้ายห้าสีที่เรียกว่า ผ้าเบญจรงค์ เป็นผ้าที่มีชื่อเสียงของสุโขทัย
และก็ยังมีผ้ายกดอก ผ้าสกุลพัสตร์ ซึ่งเป็นผ้าขาวเนื้อละเอียด ผ้าเล็กดอกเป็นผ้าเนื้อดีและ
ผ้ากรอกซึ่งเป็นผ้าลายกระจังสำหรับพันรอบหน้าผาก เป็นต้น (วิบูลย์ ลี้สุวรรณ,
2530 : 3) อย่างไรก็ดี การทอผ้าในอาณาจักรสุโขทัยยังคงเป็นลักษณะอุตสาหกรรมในครัวเรือน
เป็นการทอผ้าเพื่อใช้สอยกันในครอบครัว ดังปรากฏในหนังสือคำกลอนกล่าวชมทางนพมาศว่า
มีหูกทอผ้าทั่วไป ผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัวจะต้องปั่นฝ้าย ปั่นด้าย และทอผ้าเป็น
(ถมรัตน์ สีตวรานนท์, 2525 : 10) การผลิตผ้าชั้นดีสำหรับกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงนั้น
อาจมีบ่าวไพร่ หรือช่างหลวงเป็นผู้ทอขึ้นในราชสำนักส่วนหนึ่ง กับอีกส่วนหนึ่งสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ
เช่นผ้าไหม ผ้าแพรสั่งซื้อมาจากจีน อินเดีย และเปอร์เซีย ทว่าไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับลักษณะของผ้าและสีสันของผ้าในสมัยนี้ว่าเป็นเช่นไร
คงเป็นเพียงทราบแต่ชื่อผ้า และลักษณะบางประการเท่านั้น
สมัยอยุธยาถือได้ว่าเป็นยุคทองของการค้าผ้า เป็นยุคที่มีการค้ากันอย่างกว้างขวาง
กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางของการค้าพาณิชย์ รวมทั้งสินค้าประเภทผ้าด้วย ปรากฏชื่อตลาดซื้อขายเสื้อผ้าอาภรณ์ในกรุงศรีอยุธยาหลายแห่งเช่น
ตลาดบ้านป่าชมภูขายผ้าชมภู ผ้ารัดประคด ผ้าหนังไก่ ตลาดย่านป่าไหมขายไหมครุย
ไหมฟั่น ไหมเบญจพรรณ ตลาดย่านทุ่งหมาขายเสื้อกางเกงนานาชนิด ผ้าปัก ผ้าปักทองประดับกระจก
ย่านฉะไกรใหญ่ขายผ้าขาวและ ผ้าสุหรัด ผ้าลายจากอินเดีย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผ้าทอพื้นเมืองจากหัวเมืองเข้ามาขายในอยุธยา
เช่น ผ้าตะรางจากโคราช ผ้าสายบัวหรือผ้าขาวม้าแดงจากเมืองลพบุรี รวมทั้งผ้าจากต่างประเทศเช่น
จีน อินเดีย เปอร์เซีย ตลอดจนการซื้อขายวัตถุดิบในการทอผ้าคือไหมและฝ้ายด้วย
แสดงว่าราชอาณาจักรอยุธยาจะต้อมีการปลูกฝ้ายและเลี้ยงไหม (วิบูลย์ ลี้สุวรรณ,
2530 : 4-5)
ถมรัตน์ สีตวรานนท์ กล่าวถึงการค้าสิ่งทอของไทยในสมัยอยุธยาไว้ว่า การค้าสิ่งทอในสมัยอยุธยานับว่ารุ่งเรืองมาก
เพราะไทยมีการติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้นคือ จีน อินเดีย เปอร์เซีย ฮอลันดา
ฝรั่งเศส อังกฤษ ผ้าหลากสีมีลวดลายแปลก ๆ ถูกทุ่มเข้ามาสู่ตลาด กรุงศรีอยุธยามากมาย
ตลาดผ้ามีอยู่ทั่วไปทั้งในกรุงและรอบ ๆ กรุง ราษฎรไทยส่วนใหญ่ชอบความสวยงามจากการใช้เสื้อผ้าอยู่แล้ว
จึงทำให้ตลาดผ้าคึกคักมาก็ประกอบกับพระเจ้าแผ่นดินและข้าราชสำนักต่างก็นิยมภูษาอาภรณ์สีสดใสหลายลวดลายกันมาก
การค้าสิ่งทอนำเข้าจึงเจริญมาก (ถมรัตน์ สีตวรานนท์, 2525 : 63)
ในสมัยรัตนโกสินทร์ หัตถกรรมการทอผ้าในช่วงรัชกาลที่ 1 - 3 นั้นก็มีทำกันไม่น้อยในหัวเมืองต่าง
ๆ ดังปรากฏหลักฐานว่าในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการเกณฑ์ให้หัวเมืองต่าง ๆ ทอผ้าขาวส่งให้หลวงเพื่อย้อมเป็นสบงจีวรถวายพระ
เนื่องในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 1 ผ้าทอเหล่านั้นเป็นผ้าฝ้ายพื้นเมืองที่ทอสำหรับใช้สอยในครัวเรือน
เป็นผ้าเนื้อหยาบ ฝีมือไม่ดีนัก ทั้งนี้เพราะบรรดาคนชั้นสูง และผู้ที่มั่งคั่งจะใช้ผ้าคุณภาพดีจากต่างประเทศ
ผ้าทอพื้นบ้านคงเป็นผ้าสำหรับประชาชนทั่ว ๆ ไปเป็นส่วนใหญ่ (วิบูลย์ ลี้สุวรรณ,
2530 : 67 - 68)
จวบจนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 การหัตถกรรมของไทยโดยเฉพาะการทอผ้าไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมก็ตาม
ประชาชนปลูกฝ้ายหรือเลี้ยงไหมเพื่อการทอผ้าใช้กันในครัวเรือนเท่านั้น ประกอบกับมีผ้าจากต่างประเทศเข้ามาขายและราคาถูก
ไม่จำเป็นต้องทอผ้าใช้ก็หาซื้อกันได้ง่าย ยิ่งหลังจากการทำสัญญาเบาริงแล้ว
สินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะผ้าได้เข้ามาขายมาก ทำให้การหัตถกรรมของเราเสื่อมโทรมลง
(นิติ กสิโกศล, 2541 : 11) จากสภาพเหล่านี้ ในปี พ.ศ. 2444 ประเทศไทยจึงเกิดมีแนวคิดส่งเสริมการเลี้ยงไหม
ปรับปรุงพันธุ์ ตั้งโรงเรียนช่างไหมและกรมช่างไหมขึ้นในเวลาต่อมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัวนั่นเอง
จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าการทอผ้านับเป็นงานศิลปะพื้นบ้านที่คนไทยผูกพันเกี่ยวข้องมาเป็นเวลายาวนาน
นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า งานทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมของไทยอย่างหนึ่งที่อาศัยแรงงาน
และฝีมือประดิษฐ์คิดค้น ทั้งยังเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสั่งสมประสบการณ์ และอุดมการณ์พื้นฐานในการดำรงชีวิต
ศิลปะการทอผ้าจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า
การทอผ้าพื้นเมืองเป็นศิลปหัตถกรรมที่มีความประสานสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์
การตั้งถิ่นฐานเชื้อชาติ ตลอดจนถึงระบบความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาและวัฒนธรรม
อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของแต่ละกลุ่มชน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบและเป็นข้อกำหนดในการเลือกใช้วัสดุ
การออกแบบลวดลายและสีสันของผ้าทอ (วิบูลย์ ลี้สุวรรณ, 2530 : 85) ลวดลายและสีสันที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้านั้น
เป็นกรรมวิธีในเชิงศิลปะที่ละเอียดอ่อนของช่างทอ ด้วยเทคนิคการมัดย้อมเส้นด้ายพุ่งและเส้นยืนให้มีสีแตกต่างกัน
การสอดสานด้ายต่างสีทำให้เกิดลวดลายต่างกัน ในตำแหน่งที่ต่างกันบนผืนผ้าได้นั้นนับเป็นศาสตร์และศิลปะของช่างทอโดยเฉพาะ
(รำไพพรรณ แก้วสุริยะ, 2535 : 66)
การทอผ้าพื้นบ้านของไทยนั้นมีกระจายอยู่ทั่วไป รูปแบบของผ้าแต่ละกลุ่มชนจะมีความแตกต่างกันไปตามคตินิยม
ความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชนในแต่ละท้องถิ่นของประเทศมีทั้งผ้าพื้นสีเรียบ
ๆ และผ้าที่มีลวดลายอันเนื่องมาจากกรรมวิธีที่ประณีต
อย่างไรก็ตามสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเข้าพระทัยและทรงเล็งเห็นความสำคัญของผ้าในฐานะบันทึกทางวัฒนธรรมของชาติ
จึงได้ทรงสนับสนุนให้ประชาชนใน ทุกท้องที่ทอผ้าตามแบบฉบับที่เคยได้รับการอบรมถ่ายทอดสืบกันมาแต่โบราณ
ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าฝ้ายลายดอกพิกุล ของภาคใต้ ผ้าทอยกดอกชนิดต่าง ๆ ของภาคเหนือ
ผ้าขิดของภาคอิสาน และผ้าจกของภาคกลาง โดยทรงสนับสนุนให้ประชาชนทอผ้าเป็นอาชีพเสริม
โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ, เป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์และครูผู้สอนไปดำเนินการฝึกให้อย่างกว้างขวางและได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี
(อรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยาและคณะ, 2535 : 232 )
ประเภทของผ้าพื้นบ้าน
การจัดประเภทของผ้าทอพื้นบ้านในประเทศไทยอาจแบ่งได้ 2 ลักษณะคือการแบ่งประเภทตามวัสดุที่ใช้
และการแบ่งประเภทตามวิธีการทอ
- แบ่งตามประเภทวัสดุที่ใช้ในการทอ
ได้แก่ ผ้าฝ้าย และผ้าไหม
ผ้าฝ้าย
ฝ้ายและไหมเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเส้นไยเพื่อใช้ในการทอผ้าที่มีอยู่ในประเทศไทยมาแต่โบราณ
แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะให้ความสนใจและเข้ามามีบทบาทในขบวนการผลิตฝ้ายและไหมมานาน
ทว่าปัญหาของวัตถุดิบทั้งสองชนิดก็ยังมิได้คลี่คลาย ตั้งแต่การจ้าง ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นเข้ามาพัฒนาการเลี้ยงไหมในภาคอีสาน
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ต้องล้มเลิกไปในที่สุด หรือแม้แต่การพัฒนาพันธุ์ฝ้าย
และพัฒนาการปลูกฝ้ายซึ่งเริ่มในปี พ.ศ. 2493 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2504 กระทรวงเกษตรได้พัฒนาพันธุ์ฝ้ายขึ้นมามากมายหลายพันธุ์เช่น
พันธุ์สุโขทัย 32 พันธุ์ตากฟ้า 1 พันธุ์ศรีสำโรง 2 พันธุ์บี.ที.เค 12 เป็นต้น
ฝ้ายพันธุ์ใหม่ ๆ เหล่านี้ให้ผลผลิตสูงขึ้นกว่าพันธุ์พื้นเมืองมาก ทว่าปริมาณผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศอยู่ดี
ฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย เพราะเป็นพืชเขตอากาศร้อน
ชอบดินเหนียวปนทราย อากาศโปร่ง ไม่ชอบร่มเงาที่บัง เส้นใยของฝ้ายดูดความชื้นได้ง่าย
เป็นตัวนำความร้อนที่เลวเหมาะสำหรับทอเป็นเครื่องนุ่งห่มในเมืองร้อน เพราะเมื่อฝ้ายดูดความร้อนแล้วจะระเหยกลายเป็นไอ
ผู้ที่สวมเสื้อผ้าด้วยผ้าฝ้ายจะรู้สึกเย็นสบาย ฝ้ายจะปลูกในเดือนพฤษภาคมต่อกับเดือนมิถุนายนหรือปลายเดือนกรกฎาคมต่อเดือนสิงหาคม
เพราะระยะเวลา 4-5 เดือนนี้เป็นฤดูฝน จะช่วยให้ฝ้ายรับฝนดี พอประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม
ฝ้ายก็จะแก่และแตกปุย การปลูกฝ้ายชาวบ้านจะปลูกไปพร้อม ๆ กับการปลูกข้าว คือหว่านข้าวในนาในขณะที่รอให้กล้าโตก็จะทำการปลูกฝ้ายไปด้วยคือปลูกในไร่
หรือเนื้อที่ที่ว่างต่อจากบริเวณบ้าน ซึ่งสามารถดูแลได้ทั่วถึง เมื่อเสร็จจากการปลูกฝ้าย
กล้าในนาก็โตพอดีต่อจากนั้นก็ถอนกล้าแล้วดำนาต่อไปพร้อมกันนั้นก็บำรุงรักษาฝ้ายที่ได้ปลูกได้
ระยะเวลาที่ใช้ในการปลูกฝ้ายจนกระทั่งสามารถเก็บปุยได้ ใช้ระยะเวลาประมาณ
6-7 เดือน ชาวบ้านทุกครัวเรือนสามารถปลูกฝ้ายได้ แล้วนำเส้นในของฝ้ายมาทอเป็นผืนผ้า
สำหรับนุ่งห่มและใช้สอยในชีวิตประจำวัน
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ เสนอความเห็นเกี่ยวกับฝ้ายของไทยไว้ความว่า
ฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจอเนกประสงค์ ดังนั้นความต้องการฝ้ายในประเทศสูงแต่ปริมาณการผลิตฝ้ายยังไม่มากพอทั้งนี้เพราะเกษตรกรไทยปลูกฝ้ายในลักษณะที่เป็นพืชหมุนเวียน
ชนิดหนึ่งมิใช่พืชหลัก ทำให้ปริมาณการผลิตฝ้ายที่ได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับอัตราการขึ้นลงของราคาฝ้าย
เมื่อใดที่ฝ้ายมีราคาสูงเกษตรกรก็หันมาปลูกฝ้ายกันมาก แต่เมื่อใดที่ราคาฝ้ายตกลงก็จะหันไปปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่น
ประกอบกับเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ความชำนาญในการเพาะปลูก ผลผลิตฝ้ายต่อไร่ที่ได้จึงค่อนข้างต่ำ
ซึ่งรัฐควรจะให้ความรู้และการส่งเสริมอย่างจริงจัง กว้างขวางในระยะยาวต่อไป
สำหรับคุณภาพของฝ้ายที่ผลิตได้ภายในประเทศนั้นยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร
เส้นใยสั้นและไม่เหนียว ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะผลสืบเนื่องจากการขาดความรู้ ความชำนาญงานของเกษตรกรแต่เพียงอย่างเดียว
ปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกประการคือ
ปัญหาที่เกษตรกรต้องอาศัยเงินทุนจากพ่อค้าคนกลางหรือโรงงานหีบฝ้าย โดยโรงงาน
หีบฝ้ายหรือพ่อค้าคนกลางเหล่านั้นจะให้สินเชื่อในรูปของเมล็ดพันธุ์หรือยาปราบศัตรูพืชแก่ชาวไร่โดยไม่คำนึง | |