



















|
|
1. ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ขึ้นเพื่อส่งเสริมการหารายได้พิเศษให้แก่ชาวนาชาวไร่นอกฤดูทำนา ให้ความรู้เกี่ยวกับการอุตสาหกรรมจัดหาอุปกรณ์และจัดหาตลาดจำหน่ายผลผลิต
2. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระราชทานโครงการศิลปาชีพไปทั่วทุกภาค แล้วแต่ว่าศิลปหัตถกรรมของพื้นที่ไหนจะมีลักษณะอย่างไร เช่น
ในภาคเหนือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สอนการเย็บปักถักร้อย การทอผ้าทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าตีนจก รวมทั้งผ้าปักของพวกชาวเขา
ในภาคอีสาน ทรงแนะนำให้ราษฎรทอผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าขิด และส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
ในภาคกลาง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการสอนทำดอกไม้ประดิษฐ์การปั้นตุ๊กตาชาววัง การจักสาน รวมทั้งการถนอมอาหารเป็นต้น
ในภาคใต้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม ทอผ้าฝ้าย จักสานย่านลิเภา สานเสื่อกระจูด เป็นต้น
การดำเนินงานกิจกรรมต่าง ๆ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จะเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนให้ราษฎรในท้องถิ่นใช้เวลานอกเหนือจากฤดูการเพาะปลูกมาสร้างงานหัตถกรรมประเภทต่าง ๆ ตามลักษณะของพื้นบ้าน รวมทั้งความชำนาญและฝีมือที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม
3. ทรงตั้งศูนย์ฝึกศิลปาชีพขึ้นเป็นศูนย์ใหญ่มี 2 ศูนย์คือ โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา และศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ, 2534 : 174)
4. ทรงรวบรวมผู้ที่มีความรู้จากถิ่นต่าง ๆ มาเป็น ครูช่าง (สำนักงานเสริมสร้างเอลักษณ์ของชาติ 2534 : 174) เพื่อพัฒนาศิลปหัตถกรรมในหลายสาขา โดยเฉพาะสาขาที่กำลังจะเสื่อมถอยสูญหายไป เช่น ถมทอง คร่ำเงิน คร่ำทอง เป็นต้น เพื่ออนุรักษ์วิธีการผลิตและถ่ายทอดงานศิลปหัตถกรรมสาขาต่าง ๆ ให้แก่เยาวชนไว้เป็นการต่อเนื่อง เมื่อพบผู้มีฝีมือในหมู่บ้านต่าง ๆ จะทรงจดบันทึกไว้อย่างละอียด เช่น คนนี้ทำลายสวย คนนั้นทอขึ้นเงา คนนี้ให้สีสวย และเมื่อต้องการครูที่จะมาฝึกสอนในเรื่องใด ๆ ก็จะทรงเปิดค้นหาจากบันทึกนี้
5. ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คัดเลือกลูกของเกษตรกรยากจนและไม่ได้เป็นแรงงานหลักของครอบครัว ซึ่งมีการศึกษาน้อย มาฝึกงานให้มีอาชีพและเป็นสมาชิกศิลปาชีพ ทรงพระราชทานอุปกรณ์และวัสดุฝึกงานทั้งหมด ตลอดจนค่าแรง และรางวัลแก่ผู้มีผลงานดีเด่นในด้าน การเลือกผู้เรียน ทรงมีวิธีเลือกอย่างเข้าใจราษฎรอย่างแท้จริง เช่น จะพระราชทานคำแนะนำแก่ข้าราชการบริพารที่ตามเสด็จว่า "อย่าดูฐานะหรือความเดือดร้อนของเขาจากการแต่งกาย เพราะบางคนเมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้าจะเลือกเอาชุดที่สวยที่สุดมาแต่ง" ทรงแนะให้ดูที่แววตาของเขาจึงจะรู้ว่ามีความทุกข์ ความเดือดร้อนเพียงใด การเลือกคนที่มาฝึกศิลปาชีพ จึงไม่มี กฎเกณฑ์แต่ทรงมีสายใยขณะที่สัมผัสกับราษฎรของพระองค์ คนพิการก็รับเข้ามาฝึกโดยทรงรับสั่งว่า "ตาและมือของเขายังใช้ได้ดี"
ผู้ที่เข้ารับการฝึกนี้จะมีเข้ามามากทุกวัน การสอนจึงยากมากเนื่องจากผู้เรียนมี หลากหลาย ทั้งชาวเขา อิสลาม ทั้งผู้ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ด้วย
สำหรับผู้ที่อ่านไม่ออก ทรงรับสั่งว่า "ช่วยสอนให้เขาอ่านออกเขียนได้ เพื่อเขาจะได้ไม่เสียเปรียบผู้อื่น" จึงมีการสอนพิเศษให้กับคนกลุ่มนี้ โดยสอนการอ่านเขียนขั้นพื้นฐาน บางครั้งก็ส่งไปเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา
6. การจัดการเรียนการสอน จะไม่กำหนดว่าแผนกไหนจะต้องใช้ครูกี่คนต่อนักเรียนเท่าไร การสอนก็ไม่มีหลักสูตรจะสอนจนกว่านักเรียนสามารถนำไปใช้งานได้ เว้นแต่ผู้ที่ต้องการอยู่ฝึกต่อจนชำนาญมาก ๆ และอาจยกฐานะขึ้นมาเป็นครู
7. ทรงจัดสวัสดิ์การให้แก่ครูและผู้เข้ารับการฝึกอาชีพในด้านที่พัก ครูและผู้ฝึกที่มาจากต่างจังหวัดจะทรงจัดที่พักอาศัยให้ พวกผู้ชายจะอยู่หอพักที่ไม่ไกลจากวังสวนจิตรลดา ส่วนผู้หญิงจะให้อยู่ในพระราชวังฝ่ายใน และถ้าเขาชอบพอกันก็จะให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการในพระองค์จัดการแต่งงานให้และพระราชทานที่ที่บางไทรให้อยู่ มีรถรับ-ส่งจากบางไทรมาทำงานที่สวนจิตรลดา ทุกคนจะมีเบี้ยเลี้ยง คนที่มีฝีมือและอยู่มานานจะได้เงินเดือนซึ่งจะขึ้นให้อยู่เสมอและถ้างานฝีกมือที่ทำนั้นดีมีคุณภาพ จะพระราชทานรางวัลให้เป็นพิเศษ นอกจากนี้ในระหว่างปีจะมีการพาไปทัศนศึกษาด้วย
8. ระหว่างที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎร หรือแปรพระราชฐานในภาคไหนก็ตาม พระองค์ก็จะทรงนำโรงฝึกศิลปาชีพเคลื่อนที่ไปเพื่อฝึกสอนตลอดระยะเวลาที่พระองค์ประทับอยู่ เช่น ถ้าพระองค์ท่านประทับ 2 เดือน ก็เปิดฝึกนักเรียนศิลปาชีพในทุกแผนกที่มี โดยเฉพาะแผนกที่ใช้วัสดุพื้นเมือง 2 เดือนเช่นกัน
การนำชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านมาฝึกอาชีพ จะทรงนำมาเป็นกลุ่ม โดยมีพระราชประสงค์ว่าเมื่อกลับไปแล้ว จะได้รวมตัวกันทำงานอาชีพได้ ในการคัดเลือกคนเข้ามาฝึกทรงพิจารณาจากความถนัดและสภาพภูมิลำเนาเดิม เพื่อจะได้นำความรู้กลับไปประกอบอาชีพได้อย่างแท้จริง ทรงจัดการฝึกให้โดยมุ่งเป็นวิทยาทานให้ประชาชนเหล่านั้นมีอาชีพติดตัวแล้วกลับไปพัฒนาประเทศ
สมาชิกที่ได้รับการฝึกที่แสดงความสามารถถึงขั้นที่จะรับการฝึกต่อ พระองค์ท่านก็จะทรงนำกลับมาที่โรงฝึกที่สวนจิตรลดาจำนวนหนึ่ง ส่วนสมาชิกที่เหลือก็แยกย้ายกันไปทำงานตามบ้านหรือตามหมู่บ้านที่เขาอยู่ตลอดต่อไปทั้งปี ระหว่างที่เข้ารับการฝึกนี้ พระองค์ท่านก็พระราชทานเบี้ยเลี้ยงประจำวันให้และระหว่างที่เรียนตั้งแต่เช้าเวลา 8.30น.ถึง 16.00 น. ก็จะพระราชทานอาหารกลางวันให้ด้วย จัดที่พักให้อยู่ พวกผุ้ชายก็ให้อยู่ในระยะที่สามารถเดินทางไปทำงานหรือเดินมาโรงเรียนได้ ส่วนผู้หญิงพักในพระบรมมหาราชวัง ในส่วนที่เป็นที่พักของผู้หญิงของฝ่ายใน (สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ, 2533 : 179) ส่วนกำหนดเวลาว่าแต่ละคนจะอยู่ฝึกนานเท่าไรนั้น มิได้กำหนดขึ้นอยู่กับวิชาที่ฝึกและความสมัครใจ ไม่ทรงหวังว่าราษฎรทุกคนที่มาฝึกจะกลับไปทำทรงหวังแต่เพียงว่าเมื่อถึงโอกาสวันหนึ่งงานศิลปหัตถกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เข้าได้เงินมา
9. โครงการฝึกอาชีพสำหรับสมาชิกศิลปาชีพฯ ในโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา นอกจากจะฝึกและส่งเสริมให้มีความรู้ ความสามารถในด้านของอาชีพต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ ตนเองและครอบครัวแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชประสงค์ให้มี การอบรมให้สมาชิกศิลปาชีพได้รู้จักประเทศไทยดีพอที่จะภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยผู้มีฝีมือของประเทศ ให้รู้ทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ความเป็นหนึ่งและเอกราชของชาติไทยว่ารักษาไว้ด้วยความยากลำบากเพียงไหน ซึ่งต่อไปในอนาคต เขาจะต้องมีบทบาทเพื่อธำรงชาติไทยให้อยู่อย่างเป็นเอกราช ทรงให้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้าน ความล้มเหลว การที่จะต้องตกเป็นเมืองขึ้นของคนอื่น จนกระทั่งต้องสิ้นชาติ เพื่อที่เขาจะได้รู้จักรักษาเอกราชของประเทศ และความเป็นคนไทยมั่นคงขึ้น นอกจากนั้นก็ให้มีความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรต่าง ๆ ของประเทศว่ามีอะไรบ้าง ไม่ทรงต้องการให้ ละทิ้งอาชีพดั้งเดิมเพราะว่างานศิลปาชีพนี้เป็นงานเสริมอาชีพเกษตรกรรม แต่ก็ให้รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่ใช่เฉพาเพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อส่วนรวมด้วย (สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ ของชาติ, 2533 : 181 - 182)
10. ทรงจัดหาตลาดจำหน่ายผลผลิตของสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพ ทั้งภายในประเทศและตลาดต่างประเทศให้ด้วย ทรงเปิดร้านจิตรลดาขึ้นหลายแห่งในประเทศเพื่อเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าจากโครงการศิลปาชีพโดยเฉพาะ
จากรายงานเกี่ยวกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2535 ปรากฏว่ามีร้านจิตรลดาซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของมูลนิธิจำนวน 9 สาขา ตั้งอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้
สาขาที่ 1 ที่โอเรียนเต็ลพลาซ่า โรงแรมโอเรียนเต็ล กรุงเทพ
สาขาที่ 2 ที่ชั้นล่างของศาลาเครื่องราชอิสริยยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในพระบรมมหาราชวัง
สาขาที่ 3 ที่สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม
สาขาที่ 4 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
สาขาที่ 5 ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพ
สาขาที่ 6 ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
สาขาที่ 7 ที่โรงแรมฮิลตันอินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพ
สาขาที่ 8 ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สาขาที่ 9 ที่โรงแรมเพิร์ล จังหวัดภูเก็ต ต่อมาอาคารโอเรียนเต็ลพลาซ่า เปลี่ยนเจ้าของกิจการ ร้านจิตรลดาสาขาโอเรียนเต็ลพลาซ่าจึงยกเลิกไปใน พ.ศ. 2535 และมีสำนักงานของร้านจิตรลดาอยู่ที่ศาลาเทวานุกูล ในบริเวณสวนจิตรลดา (อรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา, 2535 : 79)
ส่วนตลาดในต่างประเทศนั้น เมื่อพระองค์ทรงพระราชดำเนินเยือนประเทศใด จะทรงนำศิลปหัตถกรรมไทย และสินค้าประดิษฐ์ของมูลนิธิศิลปาชีพพิเศษไปเผยแพร่เป็นการเปิดตลาดสินค้าหัตถกรรมของไทยให้กว้างขวางขึ้นเสมอ เช่น การเสด็จพระราชดำเนินไปยังสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม 2528 เพื่อทรงนำผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและศิลปวัตถุโบราณของไทยไปแนะนำ เผยแพร่ตามคำกราบบังคมทูลเชิญจากลุ่มบุคคล สถาบันต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา และเมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อทรงรับรางวัลมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก็ได้ทรงนำงานศิลปหัตถกรรมฝีมือสมาชิกศิลปาชีพ ไปจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่เพื่อให้ชาวต่างประเทศมีความเข้าใจและชื่นชมในศิลปหัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไทย
11. พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในด้านศิลปาชีพ ได้ขยายครอบคลุมไปทุกภาคของประเทศ มีโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณสวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนศิลปาชีพแขนงต่างๆ และเป็นศูนย์กลางของผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากราษฎรทั่วประเทศ ในภาคกลางครอบคลุมทั้งกรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง กำแพงเพชร พิษณุโลก ภาคตะวันออกก็ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี จันทบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ภาคตะวันตกก็ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี และตาก ภาคเหนือได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และอุตรดิตถ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ จังหวัดนครพนม มุกดาหาร สกลนคร อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ยโสธร ขอนแก่น ชัยภูมิ เลย บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และนครราชสีมา ภาคใต้ก็ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี และยะลา (กองศิลปาชีพ, 2542 : 8) นอกจากนี้ยังมีศูนย์ศิลปาชีพต่าง ๆ อีกหลายแห่งได้แก่ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาทม ศูนย์ศิลปาชีพบ้านจาร ศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ศูนย์ศิลปาชีพบ้านห้วยเดื่อ ศูนย์ศิลปาชีพบ้านแม่ต๋ำ ศูนย์ศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผา พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และศูนย์ศิลปาชีพบ้านวัดจันทร์ เป็นต้น
|
|