โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดากับจุลินทรีย์







โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศและได้ทราบถึงปัญหาต่างๆ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพสกนิกรของพระองค์ โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และอื่นๆ จึงมีพระราชดำรัสที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้น โดยใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นที่ตั้งของโครงการส่วนพระองค์เกี่ยวกับการเกษตร คล้ายกับจำลองความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของราษฎรจากภาคต่างๆ ทั่วประเทศมาอยู่ในบริเวณที่ประทับ เพื่อจะได้ทดลองหาวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ถูกต้องและตรงจุดด้วยพระองค์เอง
ในการดำเนินงานของโครงการส่วนพระองค์ฯ นั้น ได้เน้นหนักให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยทางการเกษตรที่ประเทศไทยเรามีอยู่ นำมาใช้สอยอย่างประหยัด และให้ได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยขั้นตอนการผลิตที่สามารถทำได้ไม่ยากนัก โดยคำนึงถึงการใช้ปัจจัยทางการเกษตรและวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูง เป็นการประหยัดทั้งงบประมาณและเวลา อีกทั้งอาศัยความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการศึกษา ค้นคว้าและทดลอง เพื่อรวบรวมข้อมูลและผลที่ได้จากการทดลองนำไปเผยแพร่เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการเกษตร และประชาชนทั่วไปที่สนใจในโครงการส่วนพระองค์ฯ นี้
โครงการนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ โครงการแบบไม่ใช่ธุรกิจ และโครงการแบบกึ่งธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นโครงการทดลอง โครงการตัวอย่าง และเป็นโครงการซึ่งไม่หวังผลกำไรตอบแทน 11.4.1 โรงเนยแข็งสวนจิตรลดา
เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ พุทธศักราช 2530 โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ได้จัดสร้างโรงเนยแข็งน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และคณะกรรมการบริหารของบริษัท ซี.ซี. ฟรีสแลนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมน้อมเกล้าฯ ถวายอุปกรณ์สำหรับการผลิตเนยแข็ง การนี้โครงการส่วนพระองค์ได้จัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตเนยแข็ง เพื่อการค้นคว้าทดลองและส่งเสริมแนะนำเป็นอาชีพในโอกาสต่อไป
ปัจจุบันโรงเนยแข็งสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกจัดจำหน่ายหลายชนิด อาทิ เนยแข็ง ไอศกรีม นมสดพาสเจอร์ไรส์ปราศจากไขมัน เนยสด โยเกิร์ตพร้อมดื่ม และนมข้นหวานบรรจุหลอด
ผลิตภัณฑ์ที่อาศัยจุลินทรีย์ในการผลิต ได้แก่
เนยแข็ง (cheese) เนยแข็งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการตกตะกอน โปรตีนในนม ที่เรียกว่า เคซีน (casein) โดยอาศัย จุลินทรีย์เฉพาะ และใช้เอนไซม์ช่วยให้เกิดการตกตะกอนเป็นลิ่มหรือเคิร์ด จากนั้นทำการตัดเคิร์ด เพื่อแยกส่วนของแข็งออกจากของเหลวและนำมาอัดเป็นรูปร่างของเนยแข็ง (ภาพประกอบ 11.1)
เนยแข็งชนิดแรกที่ทำการผลิต คือ เนยแข็งชนิดเกาดา (Gouda cheese) โดย พาสเจอร์ไรส์นมที่อุณหภูมิ 72-75° C เป็นเวลา 15 วินาที ต่อไปทำการตกตะกอน (coagulation) นม โดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสตาร์ทเตอร์ (starter) และเอนไซม์เรนเนตที่อุณหภูมิ 30° C ประมาณ 30 นาที แล้วจึงตัดเคิร์ด (cutting curd) ประมาณ 15 นาที และระบายน้ำเวย์ออก (draining off whey) ประมาณ 10 นาที ต่อไปเพิ่มอุณหภูมิ (cooking) ให้ได้ประมาณ 35° C เป็นเวลา 20 นาที แล้วจึงระบายน้ำเวย์ครั้งสุดท้าย (final draining off whey) ประมาณ 30 นาที แล้วกดอัดในแม่พิมพ์เป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จึงนำมาแช่ในน้ำเกลือ (brining) เป็นเวลา 2 วัน และบ่ม (ripening) ในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (อุณหภูมิ 15° C ความชื้น 85 -90 %) เป็นเวลา อย่างน้อย 6 สัปดาห์ (ภาพประกอบ 11.2)
ต่อมาราวเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ทดลองผลิตเนยแข็งชนิดปรุงแต่ง หรือโพรเซสชีส (processed cheese) โดยมีวัตถุประสงค์ คือ นำเนยแข็งที่มีคุณภาพบกพร่องในเรื่อง สี กลิ่น รส มาแปรรูปใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมากขึ้น ปัจจุบันใช้เนยแข็งเกาดาและเนยแข็งเชดดาเป็นวัตถุดิบในการผลิต โดยคัดเลือกวัตถุดิบที่ให้ลักษณะ สี กลิ่น รส และเนื้อสัมผัสที่ดีของโพรเซสชีส นำมาตกแต่งและทำความสะอาดและบดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 70-75° C เป็นเวลา 10-15 นาที ทิ้งให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 1 คืน นำมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ และบรรจุถุงพลาสติก ด้วยระบบสุญญากาศ
ส่วนเนยแข็งเชดดา (cheddar cheese) เริ่มผลิตเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2532 โดยพาสเจอร์ไรส์นมที่ 72-75° C เป็นเวลา 15 วินาที ทำการตกตะกอนนมโดยเติมเชื้อสตาร์ทเตอร์และเอนไซม์เรนเนต ใช้เวลาประมาณ 45 นาที แล้วตัดเคิร์ด ใช้เวลา 15-20 นาที ปรับอุณหภูมิให้ได้ 37.5-38.5° C เป็นเวลา 40 นาที ระบายน้ำเวย์ทิ้งครั้งแรกประมาณครึ่งหนึ่ง เป็นเวลา 10 นาที ระบายน้ำเวย์ครั้งสุดท้าย จนกระทั่งได้ปริมาณกรดตามต้องการ หลังจากระบายน้ำเวย์ครั้งแรก ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ต่อไปตัดเคิร์ดและกลับไปกลับมา (cheddaring) กลับทุก ๆ 10 นาที จนได้ปริมาณกรดตามต้องการ แล้วตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ คลุกเกลือ (salting) ผสมให้เข้ากัน บรรจุใส่พิมพ์อัดในพิมพ์ ประมาณ 1 เดือน
โยเกิร์ตพร้อมดื่ม (นมเปรี้ยว) เป็นผลิตภัณฑ์นมที่เติมเชื้อจุลินทรีย์ลงไป โดยใช้นมสดปราศจากไขมันผสมกับนมสดฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 80° C 15 นาที และทำให้เย็นลงที่ 40° C จึงใส่เชื้อโยเกิร์ตลงไป ทิ้งไว้ 1 คืนจะเกิด เป็นโยเกิร์ต นำมาผสมกับน้ำเชื่อม เติม สี กลิ่น รส และทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน (homogenize) นำไปพาสเจอร์ไรส์ที่อุณหภูมิ 80° C แล้วทำให้เย็น บรรจุในถุงพลาสติกฟอยล์และขวดพลาสติก (ภาพประกอบ 11.3) 11.4.2 ห้องควบคุมคุณภาพผลผลิต
มีหน้าที่ในการตรวจสอบ และควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและตรงตามมาตรฐาน
การปฏิบัติงานของห้องควบคุมคุณภาพผลผลิตแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพในระหว่างกระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทั้ง 3 ขั้นตอนดังกล่าวมีความสำคัญโดยตรงต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้
วิธีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ (ภาพประกอบ 11.4) มี 3 วิธี คือ
    1. การตรวจสอบทางด้านเคมี เช่น pH ไขมัน โปรตีน แลกโทส ความชื้น ค่าการละลาย เป็นต้น
    2. การตรวจสอบทางด้านกายภาพ เช่น ลักษณะ สี กลิ่น รส
    3. การตรวจสอบทางด้านจุลินทรีย์ เช่น ตรวจ หาโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ยีสต์ รา จำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด (ภาพประกอบ 11.5)

การผลิตน้ำส้มสายชูหมัก

เริ่มโครงการในปี พ.ศ.2530 เพื่อผลิตน้ำส้มสายชูหมักจากวิธีการผลิตต่อเนื่องจากการผลิตแอลกอฮอล์ โดยจัดสร้างหอหมักน้ำส้มสายชู เป็นแบบคอลัมน์ขนาด 250 ลิตร
วิธีผลิตน้ำส้มสายชูหมัก โดยนำน้ำหมักมาละลายน้ำให้ได้แอลกอฮอล์ 7% ใส่เชื้อแบคทีเรีย Acetobacter ลงไป 10% ของน้ำหมักเริ่มต้น ให้อากาศตลอดการหมัก 3-4 วัน จะได้น้ำส้มสายชูหมักมีปริมาณกรดน้ำส้ม 5% นำน้ำส้มสายชูไปพาสเจอร์ไรส์และตกตะกอนโดยใช้เบนโทไนท์ 5% ของ น้ำส้มสายชู
ในปี พ.ศ.2533 ได้พัฒนาการผลิตน้ำส้มสายชู โดยนำน้ำส้มสายชูหมักไประเหยในตู้กระจกที่ใช้กลั่นน้ำพลังแสงอาทิตย์ ทำให้ได้น้ำส้มสายชูหมักที่ใสไม่มีตะกอน

งานวิจัยของหน่วยวิจัยและพัฒนาโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดาที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์

อาคารวิจัยและพัฒนาจัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2528 ในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ การจัดตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการวิจัยค้นคว้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการฯ และส่วนรวม ศึกษาประโยชน์ของการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ และยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยและค้นคว้างานทดลองต่างๆ ตามพระราชประสงค์ พร้อมทั้งเผยแพร่และแนะนำงานวิจัยของโครงการฯ
งานวิจัยของหน่วยวิจัยและพัฒนาโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดาที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ ได้แก่
งานวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์โดยใช้ตัวเร่งจุลินทรีย์ โดยเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและเศษวัชพืชต่างๆ รวมทั้งน้ำกากส่าซึ่งเป็นน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตแอลกอฮอล์มาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก และเพื่อศึกษาสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร นอกจากนี้ยังศึกษากรรมวิธีการผลิตตัวเร่งจุลินทรีย์
จากการวิจัยการผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (ภาพประกอบ 11.6) โดยใช้น้ำกากส่าเป็นตัวเร่งในการย่อยสลาย พบว่าปุ๋ยหมักที่ผลิตโดยวิธีนี้มีปริมาณธาตุอาหารที่พืชต้องการ เช่น N, P, K ปริมาณสูง และยังใช้เวลาในการหมักประมาณ 25-30 วัน ซึ่งน้อยกว่าการทำปุ๋ยหมักด้วยวิธีอื่น
วัสดุที่นำมาทำปุ๋ยหมัก ได้แก่
    • เศษพืช เช่น เศษหญ้า เศษใบไม้ทุกชนิด ผักตบชวา
    • วัสดุจากการเกษตรที่เหลือทิ้งจากโรงงาน เช่น กากอ้อย แกลบ ขี้เลื่อยจากการเพาะเห็ด
    • มูลสัตว์ชนิดต่างๆ
    • สารเคมี เช่น ปุ๋ยยูเรีย 46 : 0 : 0 แอม โมเนียมซัลเฟต
    • เชื้อจุลินทรีย์ เช่น เชื้อ พ.ด. 1 (หัวเชื้อ ปุ๋ยหมัก พัฒนาที่ดิน 1)
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยหมักอัดเม็ด ซึ่งเริ่มโครงการในปี พ.ศ.2541 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการวิจัยการแปรรูปปุ๋ยหมักชนิดอัดเม็ด ศึกษาวิจัยกระบวนการที่เหมาะสมของปุ๋ยอัดเม็ด ศึกษาอัตราส่วนผสมของปุ๋ยอัดเม็ด และเพื่อเพิ่มความหลากหลายของรูปแบบการบรรจุของปุ๋ยอินทรีย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้
งานวิจัยและพัฒนาการผลิตสาหร่ายเกลียวทอง (ภาพประกอบ 11.7) ได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำน้ำกากมูลหมัก (น้ำกากมูลล้น) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตก๊าซชีวภาพมาใช้เพาะเลี้ยงสาหร่าย เกลียวทอง ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินหรือแบคทีเรียชนิดหนึ่ง และศึกษาสูตรอาหารที่เหมาะสม ในการเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองโดยเติมธาตุอาหารบางอย่างลงไป จากนั้นนำสาหร่ายเกลียวทองเป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารปลา เพราะมีโปรตีนสูงมากถึง 70% โดยศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมของสาหร่ายเกลียวทอง ในอาหารปลา พบว่าอาหารปลาที่ผสมสาหร่ายเกลียวทองในปริมาณ 5% จะทำให้ปลาแฟนซีคาร์ปเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และเจริญอยู่ในวัยสืบพันธุ์เร็วขึ้น และเพิ่มสีสันของปลาให้สดสวยยิ่งขึ้น
ในปี พ.ศ.2531 หลังจากที่เลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองได้ผลน่าพอใจแล้ว โครงการส่วนพระองค์ฯ จึงได้สร้างโรงอาหารปลาขึ้นเพื่อผลิตอาหารปลาออกจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด โดยส่วนผสมของอาหารปลาได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่ในโครงการส่วนพระองค์ฯ ได้แก่ รำละเอียด ปลายข้าว กากถั่ว ปลาป่น ใบกระถิน ผสมกับสาหร่ายเกลียวทอง ในปริมาณ 5% เพื่อเร่งอัตราการเจริญเติบโต และเพิ่มสีสันของปลา
ในปี พ.ศ.2532 งานวิจัยและพัฒนาโครงการส่วนพระองค์ฯ ได้ทำการก่อสร้างอ่างซิเมนต์เพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง ขนาด 3 x 6 x 0.5 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 4 อ่าง เพื่อใช้ศึกษาวิจัยการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองในน้ำทิ้งจากโรงโคนม โรงน้ำผลไม้ โรงนมผง โรงผลิตแอลกอฮอล์ เป็นต้น
งานวิจัยและพัฒนาการผลิตสาหร่ายเกลียวทองบริสุทธิ์ชนิดแคปซูล หลังจากการวิจัยและพัฒนาการผลิตสาหร่ายเกลียวทองพบว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ เพราะมีโปรตีนสูงถึง 50 -70 % ต่อน้ำหนักแห้งและยังมีแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ อีกด้วย หน่วยวิจัย และพัฒนา จึงได้ศึกษาการนำสาหร่ายเกลียวทองมาเป็นอาหารเสริมของมนุษย์ โดยวิจัยการแปรรูปสาหร่ายเกลียวทองบริสุทธิ์ชนิดบรรจุแคปซูล ซึ่งง่ายแก่การบริโภค โครงการนี้เริ่มในปี พ.ศ.2540 นอกจากนี้ยังศึกษาวิจัยปริมาณโปรตีนและธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ศึกษากระบวนการที่เหมาะสมในการบรรจุแคปซูลและอายุการเก็บผลิตภัณฑ์สาหร่ายเกลียวทอง
งานวิจัยและพัฒนาการผลิตเห็ด หน่วยวิจัยและพัฒนาได้เริ่มโครงการเพาะเห็ดในปี พ.ศ.2531 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและเศษวัชพืชต่างๆ เช่น ฟางข้าว ชานอ้อย ขี้เลื่อย มาใช้เป็นวัตถุดิบ ในการเพาะเห็ด และศึกษาถึงชนิดและสายพันธุ์เห็ดที่ต้านทานโรคและให้ผลผลิตสูง นอกจากนี้ยัง ศึกษาสูตรอาหารที่เหมาะสมต่อการเพาะเห็ด และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในโรงเรือน การดำเนินงานของหน่วยวิจัยได้รับความสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน
การเพาะเห็ดในสมัยเริ่มต้น เพาะเห็ดฟาง เห็ดหูหนู เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดเป๋าฮื้อ และเห็ดหลินจือ ปัจจุบันความต้องการบริโภคเห็ดหลินจือมีมาก หน่วยวิจัยจึงเพิ่มกำลังผลิตเห็ดหลินจืออย่างเดียวเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค เห็ดหลินจือหรือเห็ดหมื่นปี มีชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อ Garnoderma lucidum โดยคัดเลือกสายพันธุ์ G 2 ที่มีสรรพคุณบำบัดโรคในระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ ระบบหมุนเวียนเลือด
กรรมวิธีการเพาะเห็ด โดยเริ่มตั้งแต่การแยกเชื้อบริสุทธิ์ การเลี้ยงเชื้อในเมล็ดธัญพืช การเตรียมวัสดุเพาะเห็ด ซึ่งประกอบด้วยขี้เลื่อยไม้ยางพารา รำละเอียด ยิปซั่ม ปูนขาว ดีเกลือ น้ำตาลทรายแดง ใช้เวลาตั้งแต่เพาะจนเก็บเกี่ยวเห็ดได้กินเวลาประมาณ 3 เดือน แล้วนำไปอบแห้งบรรจุถุงพลาสติกเพื่อจำหน่าย ส่วนวัสดุเพาะเห็ดนั้นหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเห็ดแล้ว ยังนำไปทำปุ๋ยหมักได้อีกด้วย (ภาพประกอบ 11.8) 11.4.5 งานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง
งานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2528 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชกระแสให้ศึกษาต้นทุนการผลิตแอลกอฮอล์จากอ้อย เพราะในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลนหรืออ้อยราคาตกต่ำ แนวทางการแก้ปัญหานี้ โดยนำอ้อยมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนและเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกอ้อยมากขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเพื่อใช้ในการดำเนินงานสร้างโรงกลั่นเชื้อเพลิงทำแก๊สโซฮอล์ และสร้างห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ตรวจสอบปริมาณแอลกอฮอล์ ส่วนหอกลั่นแอลกอฮอล์ สร้างโดยภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังทดลองอัตราส่วนต่างๆ ของการผสมน้ำมันเบนซินธรรมดากับแอลกอฮอล์ให้เป็นเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ (ภาพประกอบ 11.9) ห้องปฏิบัติการแก๊สโซฮอล์
พ.ศ.2529 เริ่มทดลองผลิตแอลกอฮอล์จากอ้อย แต่ต้นทุนการผลิตยังสูงมาก
วิธีการผลิตแอลกอฮอล์จากอ้อยในระยะแรกของโครงการส่วนพระองค์ฯ โดยนำอ้อยมาหีบ ปรับความหวานของอ้อยให้ได้ 18-20 องศา Brix pH 4.8 และเติมอาหารเสริม นำน้ำอ้อยนี้ไปพาสเจอร์ไรส์ แล้วนำไปหมักด้วยยีสต์ โดยใส่ยีสต์เริ่มต้น 10-12% ของปริมาณน้ำอ้อย และให้อากาศในถังหมักเป็นเวลา 4 ชั่วโมง แล้วจึงปิดอากาศ และหมักต่อไป 48 ชั่วโมง เมื่อได้น้ำหมักที่มีแอลกอฮอล์ 10% แล้วนำไปกลั่นที่หอกลั่นลำดับส่วน
พ.ศ.2533 ฝ่ายเทคนิคบริษัทสุราทิพย์ช่วยปรับปรุงหอกลั่นแอลกอฮอล์สามารถกลั่นได้ 95% ในอัตราส่วน 5 ลิตร/ชั่วโมง วัสดุที่ใช้หมัก คือ กากน้ำตาล ซึ่งบริษัทสุราทิพย์น้อมเกล้าฯ ถวาย
ในปี พ.ศ.2537 โครงการส่วนพระองค์ร่วมกับบริษัทสุราทิพย์ จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลวโรกาสเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 50 ปี โดยขยายกำลังผลิตแอลกอฮอล์ ได้วันละ 200 ลิตร เพื่อใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินในอัตราส่วน 1:4 เป็นแก๊สโซฮอล์ใช้เติมให้รถยนต์ทุกคันของโครงการฯ ที่ใช้เบนซิน
ในปี พ.ศ.2539 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมมือกันปรับปรุงแอลกอฮอล์จาก 95% เป็น 99% และใช้ 99% แอลกอฮอล์ดังกล่าวผสมกับเบนซินธรรมดา ในอัตราส่วน 1:9 รวมทั้งเติมสารป้องกันการกัดกร่อนลงไปด้วย ทำให้สามารถใช้แก๊สโซฮอล์เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ได้อย่างดี
ในปี พ.ศ.2540 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และโครงการส่วนพระองค์ฯ ร่วมกันดำเนินการทดลองโครงการดีโซฮอล์ คือ การนำน้ำมันดีเซลผสมกับเอทิลแอลกอฮอล์ใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซล ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทดลอง (ภาพประกอบ 11.10)
จากการที่ต้นทุนการผลิตแอลกอฮอล์ สำหรับโรงงานขนาดเล็กมีราคาสูง การที่จะนำไปผสมเป็นแก๊สโซฮอล์เพื่อเป็นเชื้อเพลิง จึงไม่คุ้มทุนในขณะนี้ จึงมีโครงการนำแอลกอฮอล์ 95% ส่วนหนึ่ง มาผลิตเป็นแอลกอฮอล์แข็ง เพื่อจำหน่ายเป็นเงินหมุนเวียน เพื่อพัฒนาโครงการต่อไป
แอลกอฮอล์แข็งใช้ประโยชน์ในการอุ่นอาหารให้ร้อน นิยมใช้ตามภัตตาคารหรือในโรงแรมต่างๆ โดยให้ค่าความร้อนประมาณ 4,900 แคลอรี/กรัม ในการใช้หากใช้แล้วใช้ไม่หมดสามารถปิดฝาให้สนิท เพื่อเก็บไว้ใช้ได้อีก ระยะเวลาการเก็บสามารถเก็บไว้ได้นานถ้าปิดฝาให้แน่นสนิท (ภาพประกอบ 11.11)
จากตัวอย่างของโครงการส่วนพระองค์ฯ ที่มีการนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์ดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ถึงพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่จะทรงช่วยเหลือพสกนิกรให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น และเป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีในประเทศไทย มาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยอาศัยการศึกษา ค้นคว้า ทดลองทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นการเน้นให้เห็นศักยภาพของจุลินทรีย์ที่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ซึ่งสมควรจะต้องอนุรักษ์ทรัพยากรจุลินทรีย์นี้ไว้ต่อไป